ข่าวนี้ที่ 1

BAY โกยกำไร 6.2 พันลบ. มั่นใจสินเชื่อโตเข้าเป้า 8-10%

BAY โกยกำไร 6.2 พันลบ. มั่นใจสินเชื่อโตเข้าเป้า 8-10%

    "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา" เปิดงบ Q3/61 กำไรโต 3% มาที่ 6,214 ล้านบาท รวม 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 18,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% เหตุรายได้จากดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น มองแนวโน้มไตรมาส 4 ดีต่อเนื่อง มั่นใจสินเชื่อทั้งปีขยายตัวได้ 8-10% ด้าน TMB รับสินเชื่อปีนี้พลาดเป้า หลัง 9 เดือนโตแค่ 3.3% ขณะที่คลังยันไม่มีแผนควบรวม KTB-TMB เล็งหาพันธมิตรร่วมทุน 
    
*** โชว์กำไร Q3/61 ที่ 6.21 พันลบ.โต 3%

    นายโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/61 มีกำไรสุทธิ 6,214.61 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 6,014.13 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2561 มีกำไรสุทธิจำนวน 18,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ และการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย รวมทั้งการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
    
*** รวม 9 เดือน โกย 1.87 หมื่นลบ.โต 6.7% 
    
    สำหรับงวดเก้าเดือนแรกของปี 2561 เงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อลูกค้ารายย่อยในทุกกลุ่ม สินเชื่อลูกค้าบรรษัทญี่ปุ่นและบรรษัทข้ามชาติ (JPC/MNC) และสินเชื่อลูกค้าธุรกิจ SME ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 162.1% ระดับสูงสุดตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย
    การเติบโตของเงินรับฝาก เพิ่มขึ้น 4.3% หรือจำนวน 57.4 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560?ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 3.81% เทียบกับ 3.82% ในช่วงเดียวกันของปี 2560
    รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 9.4% หรือจำนวน 2.2 พันล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปี 2560 ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ กำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศและรายได้หนี้สูญรับคืน
 อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 46.7% ปรับตัวดีขึ้นจาก 47.4% ในช่วงเดียวกันของปี 2560
    สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ที่ระดับ 2.12% อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้: ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นมาอยู่ที่ 162.1% อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง: ยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ 15.50% 
    "ผลการดำเนินงานของกรุงศรีในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2561 เป็นที่น่าพอใจจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของเงินให้สินเชื่อ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ และอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่งโดยมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ระดับ 2.12% และอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 162.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นสะท้อนถึงศักยภาพของกรุงศรีและความสามารถในการขยายธุรกิจอย่างรอบคอบเพื่อได้ประโยชน์จากสภาพตลาดที่เอื้ออำนวยมากขึ้น" กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว

*** แนวโน้ม Q4 ดีต่อเนื่อง มั่นใจสินเชื่อทั้งปีโต 8-10%

    สำหรับในช่วงที่เหลือของปี 2561 ในกรณีมาตรการกีดกันทางการค้าและผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่ชัดเจนขึ้น และการเพิ่มขึ้นของรายได้โดยรวม ด้วยสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น กอปรกับปัจจัยด้านฤดูกาลสำหรับสินเชื่อเพื่อลูกค้ารายย่อยและสินเชื่อเพื่อธุรกิจในไตรมาสที่ 4 ดังนั้น ธนาคารคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อทั้งปี 2561 จะอยู่ในกรอบ 8-10%
    ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 กรุงศรีซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าของไทยด้านสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินฝาก และเป็นหนึ่งในห้าสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.7 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.4 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.1 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 231.77 พันล้านบาทหรือเทียบเท่า 15.50% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นของเจ้าของคิดเป็น 11.78%

*** คลังยันไม่มีแผนรวม KTB-TMB เล็งหาพันธมิตรร่วมทุน
    
    นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยว่า ยืนยันกระทรวงการคลังไม่มีแผนให้ ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ควบรวมกับ TMB แต่ยอมรับอยู่ระหว่างศึกษาหาพันธมิตรร่วมทุนกับ TMB โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษา ในการหาพันธมิตรร่วมทุนให้กับ TMB ซึ่งเปิดทางทั้งนักลงทุนในและต่างประเทศที่สนใจ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการคลังที่ต้องการยกระดับ และ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจธนาคาร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
    โดยการถือหุ้นใน TMB ของกระทรวงการคลัง ในอนาคต มีความเป็นไปได้ ทั้งการถือหุ้นเพิ่ม หรือขายหุ้นออกไป โดยขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย แต่ที่ผ่านมา TMB มีผลประกอบการที่เติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตที่มีผลขาดทุน
    "ขายตอนนี้ก็ขาดทุน เราเชื่อว่าในอนาคต ราคาหุ้น TMB น่าจะดีขึ้น ด้วยผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็มีทางเลือก 2 ทาง ไม่ว่าจะขายหุ้นออกไปหรือ ซื้อหุ้นเพิ่ม ซึ่งผู้ร่วมทุน ก็มีความสำคัญที่จะเข้ามาช่วยรับมือกับสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ส่วนสำหรับข่าวลือที่บอกว่าจะนำไปควบรวมกับกรุงไทยนั้นมันไม่ใช่เลย"นายประสงค์ กล่าว
    
*** TMB รับสินเชื่อปีนี้พลาดเป้าโต 8-10% 

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB เปิดเผยว่า สำหรับสินเชื่อในปีนี้ยอมรับว่าพลาดเป้าที่วางไว้ 8-10% หลัง 9 เดือนขยายตัวเพียง 3.3% โดยมาจากสินเชื่อเอ็มอีที่แม้จะมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ 2 พันล้านบาทต่อเดือน แต่ไม่เพียงพอกับสินเชื่อที่มีการชำระคืน หรือ สินเชื่อที่รีไฟแนนซ์ออกไป ซึ่งหากจะให้สินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโตจะต้องปล่อยสินเชื่อ 2.5-3 พันล้านบาทต่อเดือน ในขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัย ยังเติบโต 13% ซึ่งธนาคารได้เห็นสัญญาณที่ตรงกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และ ได้ชะลอการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาระยะหนึ่งแล้ว
    "สินเชื่อปีนี้คงไม่ถึงเป้า เพราะ 9 เดือน เติบโตเพียง 3.3% ถึงแม้ว่าภาพรวมสินเชื่อบ้านจะเติบโตได้ดี แต่สินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโตไม่ทันเท่ากับการถูกรีไฟแนนซ์ หรือ การชำระคืน จึงทำให้ภาพรวมสินเชื่อไม่ได้เติบโตอย่างที่คิด"นายปิติ กล่าว
    ด้านหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในไตรมาส 3/61 ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองเพิ่ม เพื่อรองรับการใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอี ที่พบว่า หากมีการใช้มาตรฐานบัญชีใหม่จะกระทบต่อเอสเอ็มอีอย่างมีนัยฯสำคัญ เพราะทำให้ธนาคารต้องจัดชั้นสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ลงมาเป็น NPL นอกจากนี้ในอนาคต หากมาตรฐานบัญชีใหม่เริ่มใช้จริงจะทำให้ธนาคารตั้งสำรองลดลง หรือ อาจไม่ต้องตั้งสำรองเลย เนื่องจากไตรมาส 3/61 ได้ตั้งเพื่อไว้ในระดับที่สูงแล้ว แม้จะกระทบต่อผลการดำเนินงาน แต่เพื่อระยะยาวธนาคารไม่ต้องการให้มีความเสี่ยงจากเรื่องดังกล่าว
    "ชั้น SM ที่เราดูแล้วมีความเสี่ยงก็จัดลงมาเป็น NPL เลยทำให้ไตรมาสนี้เราตั้งสำรองมากขึ้นเพื่อรองรับ IFRS9 ซึ่งที่ผ่านมามีการหารือกันในสมาคมธนาคารไทยว่ามาตรฐานบัญชีใหม่จะมีผลกระทบต่อเอสเอ็มอี และ ทำให้ปล่อยสินเชื่อได้ยากขึ้น"นายปิติ กล่าว
    สำหรับแนวโน้มผลผลประกอบการไตรมาส 4/61 จะดีกว่าไตรมาส 3/61 ที่มีเงินพิเศษเข้ามาจากการขายหุ้น บลจ.ทหารไทย ซึ่งในช่วงปลายปีจะมีเงินที่มาจาก LTF เข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าที่มีการลงทุนในต่างประเทศ หรือ ในประเทศ ที่กำลังมองหาผลตอบแทนจากการลงทุน หลังก่อนหน้านี้การลงทุนในต่างประเทศไม่ได้ผลตอบแทนที่ดีอย่างที่คาดไว้
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด