ข่าวนี้ที่ 1

SCC ทุ่มงบลงทุนปีนี้ 7 หมื่นลบ. ธุรกิจปิโตรฯฉุดยอดขายอืด

SCC ทุ่มงบลงทุนปีนี้ 7 หมื่นลบ. ธุรกิจปิโตรฯฉุดยอดขายอืด

"ปูนซีเมนต์ไทย" ยอมรับยอดขายปีนี้ทรงตัวจากปีก่อนที่ทำได้ 4.37 แสนลบ. เหตุเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้านและธุรกิจปิโตรเคมียังเป็นขาลง พร้อมวางงบลงทุน 6-7 หมื่นล้านบาท เน้นโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนาม ล่าสุดโชว์งบปี 62 มีกำไร 3.2 หมื่นล้านบาท ลดลง 28% พร้อมจ่ายปันผล 7 บาทต่อหุ้น 

*** คาดยอดขายปีนี้ทรงตัว 
     นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การเงินและการลงทุน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า ยอดขายปี 63 เบื้องต้นประเมินว่าจะใกล้เคียงกับปี 62 ที่ทำได้ 437,980 ล้านบาท เนื่องจากยังคงมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ ทั้ง สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ธุรกิจปิโตรเคมีเป็นช่วงขาลง

     อีกทั้งมีโอกาสจะได้รับผลกระทบ หากงบประมาณรายจ่ายปี 63 ล่าช้ากว่ากำหนด จะส่งผลให้ความต้องการใช้ปูนซิเมนต์ในประเทศลดลง  จากปี 62 ความต้องการใช้ปูนซิเมนต์เติบโต 1% ด้วยการขับเคลื่อนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ

*** วางงบลงทุน 6-7 หมื่นลบ.
     ปีนี้บริษัทวางงบลงทุน  60,000-70,000 ล้านบาท  เน้นการลงทุนในโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนาม  ขณะนี้มีความคืบหน้าของการก่อสร้างแล้วกว่า 30% และลงทุนโครงการมาบตาพุดโอเลฟินส์ ที่ จ.ระยอง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตโรงงานบรรจุภัณฑ์ที่ฟิลิปปินส์

    สำหรับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ในกลุ่ม HDPE-แนฟทา คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากที่คาดว่าในช่วงไตรมาส 4/62 ปรับตัวลดลงกว่า 200 เหรียญสหรัฐต่อตัน ล่าสุุดส่วนต่างราคาเฉลี่ยอยู่ 300 เหรียญสหรัฐต่อตันเนื่องจากปัญหาสงครามการค้าเริ่มคลี่คลาย และเศรษฐกิจของสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้น บริษัทมีแผนปิดซ่อมบำรุงโรงโอเลฟินส์ เป็นระยะเวลา 45 วัน ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิต หายไปกว่า 1 แสนตันต่อปี

*** เล็งนำ SCGP เข้า SET กลางปีนี้
    สำหรับ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP  ซึ่งเป็นบริษัทย่อย คาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)?ในช่วงกลางปี 63 หลังจากที่ได้ยื่นแบบรายการแสดงข้อมูล (ไฟลิ่ง)? ในวันที่ 17 ธ.ค.62  จากนั้นจะใช้ระยะเวลาประมาณ 165 วันตามขั้นตอนของก.ล.ต.

*** เร่งปรับกลยุทธรับมือความผันผวน
     นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC เปิดเผยว่า จากความผันผวนของปัจจัยภายนอกที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และค่าเงินบาทที่แข็งค่า รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมีอยู่ในภาวะซบเซา จึงทำให้มาร์จิ้นสินค้าหลักเมื่อเทียบกับต้นทุนลดลงกว่า 30%

    ดังนั้น ในปี 63 บริษัทต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้สู้ศึกดิสรัปชั่น โดยธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จะมุ่งยกระดับวงการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร ด้วยโซลูชันสินค้าพร้อมบริการ ผนวกกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็น Construction Solution ที่ช่วยแก้ปัญหาให้ช่างและผู้รับเหมาทำงานได้ดี รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนมากขึ้นกว่าเดิม

     ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง ซึ่งมีโอกาสสร้างมูลค่าการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกนั้น จะยังเดินหน้าสร้างสรรค์โซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร

     ด้านธุรกิจเคมิคอลส์ เน้นการเพิ่มสัดส่วนสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าประเภทคงทน (Durable Products) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น เม็ดพลาสติก PE112 สำหรับผลิตท่อทนแรงดันสูง

*** มองหาตลาดใหม่ขยายธุรกิจ
     สำหรับการขยายตลาดและการลงทุน บริษัทจะยังเดินหน้าส่งมอบโซลูชันสินค้าและบริการทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในตลาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียที่มีโอกาสและการเติบโตสูง นอกเหนือจากการมองหาตลาดใหม่ ๆ ในภูมิภาคอื่น ๆ ที่สามารถสร้างโอกาสให้ธุรกิจได้เช่นกัน
 
***  ปี 62 กำไรทรุด 28% 
    SCC  รายงานผลการดำเนินงานปี 2562 มีกำไรสุทธิ 32,014.28 ล้านบาท ลดลง 28% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 44,748.34 ล้านบาท  โดยมีรายได้จากการขาย 437,980 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง  จากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้าและความผันผวนของตลาด ส่งผลให้ส่วนต่างราคาสินค้าลดลง และในปี  62 เอสซีจีมีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานสุทธิ 2,035 ล้านบาท

    ส่วนไตรมาส 4/62 มีกำไรสุทธิ 7,104 ล้านบาท ลดลง 32% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลการดาเนินงานที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ จากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้าและความผันผวนของตลาด ส่งผลให้ส่วนต่างราคาสินค้าลดลง โดย EBITDA เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากเงินปันผลรับจากบริษัทร่วมในธุรกิจเคมิคอลส์เพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้จากการขายลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง โดยไตรมาสนี้มีขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 1,060 ล้านบาท

      ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เอสซีจีมีสินทรัพย์รวม เท่ากับ 634,733 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2561 จำนวน 44,946 ล้านบาท
    
    ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติให้จ่ายเงินปันผลอัตรา 7 บาทต่อหุ้น

*** โบรกฯมองกำไรยังอ่อนแอต่อเนื่อง
    บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ประเมิน  SCC  คาดกำไรอ่อนแอต่อเนื่องทั้งไตรมาส 4/62-1/63 ซึ่งเราได้แนะนำนักลงทุนหาจังหวะ ขายชอร์ตในช่วง 370-380 บาท โดยมีเป้าหมายทำกำไรขั้นต่ำแถว 350 บาท แนะนำปิดทำกำไรบางส่วนแถว 340 บาท

    บล.ทิสโก้ ระบุ ผลประกอบการไตรมาส 4/62  ไม่น่าสนใจ แต่การจดทะเบียนธุรกิจบรรจุภัณฑ์น่าสนใจ แนะนำให้ “ซื้อ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 462 บาท (SOTP) โดยมีปัจจัยบวกจากการจดทะเบียนบริษัทลูก และถูกกดดันจากส่วนต่างของกลุ่มเคมีที่ลดลง







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด