ข่าวนี้ที่ 1

SCC เล็งผุดปิโตรฯคอมเพล็กซ์อินโดฯ กำไรครึ่งปีแรกทรุด 19%

SCC เล็งผุดปิโตรฯคอมเพล็กซ์อินโดฯ กำไรครึ่งปีแรกทรุด 19%

    "ปูนซีเมนต์ไทย" ร่วมพันธมิตรศึกษาขยายลงทุนธุรกิจปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่อินโดนีเซียเพิ่มอีก 1 แห่ง คาดชัดเจนปีนี้ พร้อมเดินหน้าปิโตรฯเวียดนาม เตรียมเซ็นกู้ 3.2 พันล้านเหรียญฯในส.ค.นี้ มั่นใจยอดขายปีนี้โตตามเป้า 5-10% แนวโน้มครึ่งปีหลังโอกาสโตดีกว่าครึ่งปีแรก ตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว การลงทุนภาครัฐ ขณะที่ยังมีความกังวลผลกระทบจากสงครามการค้า ปรับลดงบลงทุนปีนี้เหลือ 4-5 หมื่นลบ.จากเดิมตั้งไว้ 5-6 หมื่นลบ.หลังแผนซื้อกิจการบางโครงการล่าช้า 

*** มีแผนลงทุนปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่อินโดนีเซีย
    
    นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า บริษัทยังคงมองหาการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในต่างประเทศบริษัทกับพันธมิตรอยู่ระหว่างศึกษาการเข้าลงทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่อินโดนีเซียเพิ่มเติมอีกหนึ่งแห่ง โดยคาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งรายละเอียดต่างๆ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ ส่วนการลงทุนในโครงการ EEC ของรัฐบาล บริษัทพร้อมที่จะขยายธุรกิจปูนซีเมนต์ควบคู่ไปกับแผนดังกล่าวด้วย

*** มั่นใจยอดขายปีนี้โต 5 -10% มองครึ่งปีหลังโตดีกว่าครึ่งแรก  
    
    บริษัทมั่นใจว่ายอดขายรวมปีนี้จะเติบโตได้ 5-10% จากปีก่อนที่ทำได้ 482,449.47 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกมีการเติบโตอยู่ที่ 6% หรือทำได้ 238,697 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมในครึ่งปีหลังอย่างยอดขายในประเทศของทุกธุรกิจจะสามารถเติบโตได้ดีกว่าในครึ่งปีแรกจากการก่อสร้างโครงการของภาครัฐบาลและการค้าขายระหว่างชายแดนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
    สำหรับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE ในครึ่งปีแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 750 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ซึ่งถือว่าสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 650-680 เหรียญสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้เพิ่มสูงขึ้นและขณะเดียวกันประเทศจีนยังได้มีนโยบายเลิกใช้ขยะพลาสติกและหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE เฉลี่ยทั้งปียังคาดการณ์ได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องสงครามการค้าต้องติดตามว่าจะมีความรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกเพียงใด
    ส่วนตลาดความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ภายในประเทศในปีนี้คาดว่าเฉลี่ยทั้งปีอาจจะเติบโตไม่ถึง 3% เนื่องจากในครึ่งปีแรกเติบโตเพียง 1% โดยบริษัทคาดว่าในครึ่งปีหลังจะมีแนวโน้มที่ดีกว่าครึ่งปีแรกจากการผลักการก่อสร้างโครงการของภาครัฐบาลและเอกชน ซึ่งจะผลักดันให้ความต้องการใช้เติบโตได้ 1 - 3%
    "ด้านความกังวลถึงความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่ผ่านมา บริษัทได้มีการป้องกันความเสี่ยงเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น โดยต้องการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด แต่บริษัทใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการล็อกราคาต้นทุนวัตถุดิบแทน "นายรุ่งโรจน์ กล่าว

*** หั่นงบลงทุนปีนี้เหลือ 4-5 หมื่นลบ.หลังแผนซื้อกิจการล่าช้า
    
    ด้านงบลงทุนในปีนี้บริษัทปรับลดเหลือ 40,000 - 50,000 ล้านบาท จากเดิมคาดไว้ที่ 50,000-60,000 ล้านบาท เนื่องจากโครงการเข้าซื้อกิจการบางแห่งมีความล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงทำให้ชะลอการลงทุนออกไป แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนอื่นๆ อย่างการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการขยายกำลังผลิตยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยครึ่งปีแรกใช้ไปแล้ว 1.8 หมื่นล้านบาท ในการเข้าซื้อกิจการ,ขยายกำลังการผลิตของโรงงานและปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตให้มีประสิทธิมากขึ้น
    
*** เซ็นเงินกู้ 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ใช้ลุยปิโตรเคมีเวียดนาม
    
    ความคืบหน้าในการลงทุนขยายโครงการ Long Son Petrochemicais Company Limited (LPS) ซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรในเวียดนามที่คืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเดือนสิงหาคมนี้ บริษัทจะลงนามสัญญาเงินกู้มูลค่าประมาณ 3,200 ล้านดอล์ลาร์สหรัฐ กับสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะเริ่มดำเนินการออกแบบวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้างโรงงาน (Engineering,Procuerment and Constuction หรือ EPC) ในไตรมาสที่ 3/61 และคาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในครึ่งปีแรกของปี 66
    ขณะเดียวกันการเข้าร่วมทุนกับ Jusda Supply Chain Management International (JUDAS) เพื่อจัดตั้งบริษัทขนส่งและบริหารจัดการ Supply Chain ที่ให้บริการทางตอนใต้ของจีนและอาเซียน ซึ่งปัจจุบันมีการค้าขายระหว่างสองภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง สินค้าเกษตรและอาหาร และธุรกิจต่อยอดแบบคัดคุณภาพ รวมทั้งการซื้อขายออนไลน์ โดยคาดว่าจะจัดตั้งบริษัทและเสร็จในไตรมาสที่ 3/61
    
*** เผยกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2.48 หมื่นลบ.ลดลง 19% ปันผลระหว่างกาล 8.50 บ./หุ้น

    SCC แจ้งผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 12,401.21 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 10.33 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 13,252.04 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 11.04 บาท ขณะที่งวด 6 เดือนกำไรสุทธิ 24,807.62 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 20.67 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 30,637.84 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 25.53 บาท หรือกำไรสุทธิงวด 6 เดือนลดลง 5,380.22 ล้านบาท คิดเป็น 19.03%
    โดยไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้จากการขาย 120,447 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจส่วนใหญ่มีปริมาณขายและราคาขายเพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิลดลง 6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ตามผลการดำเนินงานที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ (ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า และต้นทุน Naphtha สูงขึ้น) และรายได้เงินปันผลรับจากการลงทุนในธุรกิจอื่นลดลง
    สำหรับผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2561 บริษัทมีรายได้จากการขาย 238,697 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากงวดเดียวกันของปีก่อนจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น
    พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ได้อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 8.50 บาท สำหรับผลการดำเนินงานงวด 1 ม.ค.-30 มิ.ย. 61 กำหนดจ่ายในวันที่ 22 ส.ค.นี้
    
*** ขายหุ้น Alliance Petrochemical Investment ในสิงคโปร์ บุ๊คกำไร 770 ลบ.
    
    ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 มีมติอนุมัติให้บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมดขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 64.68% ใน Alliance Petrochemical Investment (Singapore) Pte. Ltd. ซึ่งเป็นโฮลดิ้งคัมพานีในประเทศสิงคโปร์
    SCC จะมีรายรับจากการขายหุ้นดังกล่าวประมาณ 2,800 ล้านบาท และจะรับรู้กำไรสุทธิหลังหักภาษีประมาณ 770 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2561







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด