ข่าวนี้ที่ 1

กูรูฟันธง! SET ไม่หลุด 1,580 จุด ลั่นปีหน้าแตะ 2,000 จุด

กูรูฟันธง! SET ไม่หลุด 1,580 จุด ลั่นปีหน้าแตะ 2,000 จุด

      FETCO มั่นใจหุ้นไทยไม่หลุด 1,580 จุด ชี้พื้นฐานศก.ประเทศยังแกร่ง - เลือกตั้งหนุน -ลั่นเทรนด์หลักเป็นขาขึ้น ยันเงินไหลออก 2.6 แสนลบ. เป็นแค่เงินทุนระยะสั้น ด้าน บล.ไทยพาณิชย์ มั่นใจปีนี้ไป 1,800 จุด  ส่วนปีหน้าคาดพุ่งกระฉูดแตะ 2,000 จุด ขณะที่บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง แนะหาจังหวะสะสมหุ้นช่วงหลุด 1,600 จุด ระบุกลุ่มแบงก์ - ค้าปลีก ยังน่าสนใจ       
    
*** ยัน SET ไม่หลุด 1,580 จุด 
    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และ นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยในงาน "Hot Issue : Market Update รับมืออย่างไรในสถานการณ์หุ้นผันผวน"  ว่าประเมินแนวรับสำคัญของตลาดหุ้นไทยที่ 1,580 จุด โดยมั่นใจว่าดัชนีหุ้นไทยจะไม่หลุดจากระดับดังกล่าว เนื่องจากการปรับตัวลดลงรอบนี้เป็นไปตามตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของประเทศ
     ทั้งนี้ จากต้นปีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 6% ต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคและตลาดเกิดใหม่ อยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว สะท้อนถึงพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
    "ปีนี้เป็นปีที่ไม่ดีของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยตลาดหลัก 45 แห่ง มีปรับขึ้นเพียงแค่ 4 ตลาดเท่านั้น ที่เหลือลงหมด ของไทยเรายังอยู่ในกลุ่ม Outperform เหมือนประเทศพัฒนาแล้วที่ปรับตัวลดลงเฉลี่ย 5-6% เพราะตลาดเกิดใหม่ปรับตัวลดลงถึง 18% ล่าสุดบทวิเคราะห์ของดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) ยังคงนำหนัก Overweight ตลาดหุ้นไทย" นายไพบูลย์ กล่าว
    โดบตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันที่ 26 ตุลาคม 2561 ที่ระดับ 1628.96 จุด ลดลง 15.37 จุด หรือ 0.93% มูลค่า 40,939  ล้านบาท  

*** ชี้หุ้นไทยยังขาขึ้น ศก.แกร่ง - เลือกตั้งเป็นแรงหนุน 
    นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดแข็งของตลาดหุ้นไทยที่ดีกว่าประเทศเกิดใหม่รายอื่นคือ เศรษฐกิจในประเทศที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ระดับเงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ เงินสำรองในประเทศสูง มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบกับสงครามการค้าน้อย
    ประเมินว่าหุ้นไทยจะยังเป็นขาขึ้นไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีหน้า โดยปัจจุบันเหลือ P/E เพียง 13 เท่า ถือว่าต่ำมาก โดยมีประเด็นการเลือกตั้งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ รวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังจะเติบโตต่อเนื่อง
    "หุ้นไทยปรับตัวลงแรงรอบนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐาน แค่ลงตาม Sentiment ของตลาดหุ้นทั่วโลก เกิดแรงขายแบบ Over React จน Over Sold ซึ่งมั่นใจว่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น และหากมีปัจจัยบวกเพิ่มเข้ามาจะเกิดการเด้งกลับแรง ๆ ได้ นักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แล้วราคาลดลงเยอะ อย่ารีบ Panic ขายออกไป หากเป็นหุ้นที่พื้นฐานดี" ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เสริม
    
*** ชี้เงินไหลออก 2.6 แสนลบ. แค่เม็ดเงินระยะสั้น 
    สำหรับเม็ดเงินต่างชาติที่ขายสุทธิถึง 2.6 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นสถิติใหม่  นายไพบูลย์ มองว่า ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่เล่นตามดัชนี รวมถึงกลุ่มที่ใช้โปรแกรมเทรด ซึ่งช่วงที่ดัชนีปรับตัวลดลงจึงมีแรงขายออกมามากกว่าปกติ โดยมองว่าเม็ดเงินต่างชาติกลุ่มลงทุนระยะยาวยังอยู่ เพราะสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
    นอกจากนี้ มองว่าสภาพคล่องในระบบยังเหลืออยู่จำนวนมาก แต่โยกไปพักอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินสด โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐซึ่งแข็งแรงที่สุด รวมถึงอาจจะอยู่ตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะยังมีปัญหาสงครามการค้า และปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปคอยกดดัน 
    สำหรับการศึกษากองทุนรูปแบบใหม่ เพื่อทดแทนกองทุน LTF ที่จะหมดอายุในปี 62 คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่างโครงสร้างของกองทุนรูปแบบใหม่ ก่อนจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป เบื้องต้นมีโจทย์สำคัญคือ 1.เน้นการออมระยะยาว 2.เน้นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ และ 3.มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้เข้ามาลงทุน
    
*** ชี้หุ้นโลกใกล้ถึงจุดต่ำสุด   
     นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ประเมินว่าการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลกใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว เพราะจากสถิติที่ผ่านมาจะกินระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับดังกล่าวแล้ว โดยภาวะเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้
    ข้อมูลล่าสุดเม็ดเงิน QE ของสหรัฐยังเหลืออยู่ในระบบถึง 4.17 ล้านล้านดอลลาร์ จากช่วงสูงสุดที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าการถอนเงิน QE ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้พร้อมขยับไปสู่สินทรัพย์เสี่ยง หากสถาณการณ์ความกังวลต่าง ๆ เริ่มคลี่คลาย    
    ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับฐานรอบนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวลดลงเป็นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเกินมูลค่าไปค่อนข้างมากก่อนหน้านี้ สะท้อนจากหุ้นในหลายประเทศที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปรับตัวลดลงตาม โดยเฉพาะจีน 
    "ระดับดัชนีปัจจุบันสามารถเริ่มทยอยเข้าลงทุนได้ เนื่องจากใกล้แนวรับสำคัญแล้ว เพราะหุ้นที่ลงรอบนี้แค่ตามตลาดอื่น ๆ ในระยะสั้นเท่านั้น เชื่อว่าจะสามารถดีดตัวกลับได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน" สมบัติ ระบุ 

*** โบรกฯ มั่นใจปีหน้าเจอกัน 2,000 จุด  
    นายพรเทพ ชูพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ (SCBS) เปิดเผยในงาน "แนวโน้มกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/61" ว่า ในปี 62 ประเมินเป้าหมาย SET index ที่ 2,000 จุด โดยใช้สมมุติฐาน PE ที่ 15.6 เท่า จาก sentiment เชิงบวกการเลือกตั้ง การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share) ของตลาดโดยรวมที่ราว 8-10% ใกล้เคียงกับปีนี้ที่ประเมินไว้ 7-10% โดยยังให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ แต่อาจจะต้องมีการกระจายความเสี่ยง และไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศบ้าง เช่น ตลาดหุ้นยุโรป และญี่ปุ่น
    โดยวัฏจักรการลงทุนขาขึ้นนี้จะกระตุ้นให้ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มนี้ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อรวมกับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น ก็จะหนุนให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับเพิ่มขึ้นด้วย และส่งผลดีต่อธนาคารพาณิชย์
    ดังนั้น กลุ่มที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนขาขึ้น ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA ให้ราคาเป้าหมาย 33 บาท/หุ้น, ROJNA ให้ราคาเป้าหมาย 8.5 บาท/หุ้น ,WHA ให้ราคาเป้าหมาย 6 บาท/หุ้น และ กลุ่มธนาคาร เช่น BBL ให้ราคาเป้าหมาย 260 บาท/หุ้น , KTB ให้ราคาเป้าหมาย 23 บาท/หุ้น และ TMB ให้ราคาเป้าหมาย 2.8 บาท/หุ้น

*** ยังไม่เสียรูปขาขึ้น ปีนี้ได้เห็น 1,800 จุด 
    สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/61 ยังมีความผันผวนบ้างตามปัจจัยต่างประเทศ โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังเป็นช่วงขาขึ้น แม้ล่าสุด IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงเติบโตที่ 3.7% ถือว่าเป็นระดับปกติเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับ กำไรบจ. ในไตรมาส 3/61 จะดีต่อเนื่อง หลังเห็นได้จากกำไรกลุ่มธนาคารที่มีการเติบโต 
    "ดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้น่าจะไม่ต่ำกว่าระดับ 1,800 จุด แต่จะถึง 1,900 จุดหรือไม่นั้น ขึ้นกับความมั่นใจของนักลงทุน โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้ง 1 เดือนจากสถิติที่ผ่านมาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 5-10% ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าช่วงเลือกตั้งเราจะเห็นดัชนี 1,900 จุด"นายพรเทพ กล่าว
    อย่างไรก็ตาม แม้วัฏจักรขาขึ้นจะดำเนินต่อเนื่องมาถึง 10 ปีแล้ว หลังวิกฤติการเงินปี 51 แต่ยังน่าจะดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกโดยรวม ยังไม่มีสัญญาณของความร้อนแรงจนอันตราย (overheating) ส่วนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีไม่มาก สัญญาณอีกอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจครั้งนี้อาจกินเวลานานกว่าปกติก็ คือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดรอบนี้เป็นการปรับขึ้นที่ช้ามาก ใช้เวลาถึง 3 ปีในการขึ้นดอกเบี้ยได้ 2% ต่างจากรอบก่อนๆ ในอดีตที่ใช้เวลาเพียงปีเดียวในการขึ้นดอกเบี้ยระดับดังกล่าว
     ส่วนประเด็นการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือLTF ที่จะสิ้นสุดอายุปี 62 ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากจะมีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นราว 7 หมื่นล้านบาท จากคนที่ถือ LTF และครบกำหนดอายุในช่วงปี 62 โดยปัจจุบันมีเม็ดเงินของกองทุน LTF รวมกว่า 4 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน น่าจะมีการออกกองทุนใหม่มาเพื่อรองรับการลงทุนหากมีการยกเลิกกอง LTF เพื่อดึงเม็ดเงินของกองทุน LTF ที่ยกเลิกไปกลับเข้ามาในตลาดทุน

*** แนะหาจังหวะสะสมหุ้นหากหลุด 1,600 จุด  
    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ์ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) MBKET เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (29 ต.ค.-2พ.ย.61) มองว่า ตลาดยังคงแกว่งตัวผันผวน และมีโอกาสที่จะเห็นดัชนีจะเกิดเทคนิเคิลรีบาวน์ได้ โดยในช่วงสัปดาห์หน้าจะมีปัจจัยที่น่าสนใจ คือ การประกาศตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่มค้าปลีก ,  โรงกลั่น และ  บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ที่คาดว่าผลประกอบการจะออกมาค่อนข้างโดดเด่น 
     สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุน ในระยะสั้น ถือเป็นช่วงที่น่าเก็งกำไรได้ โดยเฉพาะหากดัชนีปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,600 จุด ให้ทยอยเข้าสะสม แต่หากดัชนีปรับขึ้นไปที่ 1,660-1,680 จุดให้ทยอยลดการลงทุน และลงทุนในหุ้นรายตัว  
    ส่วนปีนี้ บริษัทยังคงเป้าดัชนีหุ้นไทยที่ 1,773 จุด ที่ PE 16.3 เท่า ส่วนปีหน้า ขณะนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างทบทวนตัวเลขอีกครั้ง เนื่องจากมีปัจจัยทั้งในและต่างประเทศที่จะต้องติดตาม 

*** เปิด  6 หุ้นเด่นน่าลงทุน  
    ส่วนหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุน เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แนะนำ  บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC / บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เนื่องจากมองว่ากำไรไตรมาส 3 จะออกมาดี และมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในปี 2562 สอดคล้องกับโครงการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่ กลุ่มธนาคาร แนะนำ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เนื่องจากหากเกิดการลงทุนมากจะต้องเห็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน รวมถึงในปีหน้าจะเริ่มเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นช่วงที่น่าทยอยเข้าไปสะสมลงทุนได้ แต่ทั้งนี้ ยังคงต้องรอปัจจัยที่สำคัญ คือการเลือกตั้ง 
     ด้านกลุ่มค้าปลีก แนะนำ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ซึ่งมองว่าจะในไตรมาส 4/2561 จะเห็นผลประกอบการออกมาโดดเด่น ขณะที่กลุ่มพลังงาน แนะนำ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ที่มองว่าจะกลับมา Outperform ได้ในช่วงปลายปีนี้ แม้ว่าไตรมาส 3 ตัวเลขจะออกมาต่ำกว่าที่ประมาณการ ดังนั้นยังคงต้องติดตามไตรมาส 4 อีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร

 
    
    







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด