ข่าวนี้ที่ 1

BANPU ลั่นปี 62 ยอดขายถ่านหิน 47 ล้านตัน หันลุยพลังงานสะอาด

BANPU ลั่นปี 62 ยอดขายถ่านหิน 47 ล้านตัน หันลุยพลังงานสะอาด

    "บ้านปู" คาดปริมาณขายถ่านหินปี 62 เพิ่มเป็น 46-47 ล้านตัน สูงกว่าปีนี้ที่ 45 ล้านตัน มองทิศทางราคาถ่านหินตลาดโลกจะมีเสถียรภาพมากขึ้น จากความต้องการใช้เพิ่มต่อเนื่อง ทั้งในประเทศอินเดียและจีน ประเมินกรอบราคาถ่านหินที่ 98-108 เหรียญฯ/ตัน จากปีนี้คาดเฉลี่ยที่ 103 เหรียญฯ/ตัน พร้อมศึกษาลงทุนธุรกิจปลายน้ำในสหรัฐฯ เพิ่มเติมในแผนงาน 5 ปี (64-68) ตั้งเป้าปี 68 สัดส่วน EBITDA จากธุรกิจถ่านหินลดลงเหลือ 44% จาก 60% หลังรุกธุรกิจพลังงานสะอาด

*** ตั้งเป้าปี 62 ปริมาณขายถ่านหินเพิ่มเป็น 46-47 ล้านตัน
    
    นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู (BANPU) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายถ่านหินในปี 62 ไว้ที่ระดับ 47 ล้านตัน สูงกว่าปีนี้คาดว่าจะขายได้ 45 ล้านตัน  เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการขายถ่านหินล่วงหน้าไปแล้วราว 30-40% โดยคาดว่าสิ้นปีนี้จะทำได้เพิ่มขึ้นเป็น 50% แบ่งเป็นปริมาณการขายในประเทศออสเตรเลีย จำนวน 14.10 ล้านตัน ประเทศอินโดนีเซีย จำนวน 26 ล้านตัน และประเทศจีน จำนวน 4.70 ล้านตัน

*** มองราคาถ่านหินโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น กรอบ 98-108 เหรียญฯ/ตัน

    นางสมฤดี กล่าวว่า ประเมินทิศทางราคาถ่านหินในปี 62 จะมีเสถียรภาพมากขึ้น จากความต้องการใช้ถ่านหินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจากจีนและอินเดีย ทำให้มีความสมดุลระหว่างดีมานด์และซัพพลายมากขึ้น โดยบริษัทมองกรอบราคาถ่านหินไว้ที่ 98-108 เหรียญสหรัญต่อตัน จากปีนี้ที่คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 103 เหรียญสหรัฐต่อตัน
    

*** คาดปี 68 EBITDA จากถ่านหินลดเหลือ 44% จาก 60%
    
    บริษัทอยู่ระหว่างทำแผนการดำเนินงานในช่วง 5 ปี (64-68) ต่อเนื่องฉบับใหม่ โดยจะมุ่งเน้นดำเนินธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าหมายในปี 68 บริษัทฯ จะมีสัดส่วน EBITDA ที่มาจากธุรกิจถ่านหินลดลงเหลือ 44% จากปัจจุบันอยู่ที่ 60% ส่วนที่เหลือจะมาจากธุรกิจอื่นๆ
    บริษัทยังคงเป้าหมายเงินลงทุนในการซื้อแหล่งเชลล์แก๊สที่สหรัฐฯ ไว้จำนวน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ
    นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนในธุรกิจปลายน้ำในประเทศสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยจะรวมอยู่ในแผนงานปี 64-68 โดยการลงทุนจะมีความเป็นไปได้ทุกรูปแบบ 

*** คงเป้ารายได้ปีนี้โต 20% ที่ 3.2 พันล้านเหรียญฯ ตามปริมาณขายเพิ่ม

    ในปี 61 บริษัทจะมีรายได้ประมาณ 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% จากงวดปี 60 ที่ทำได้ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากราคาขายถ่านหินที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยคาดราคาถ่านหินปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 103 เหรียญฯ/ตัน รวมถึงปริมาณขายถ่านหินที่สูงกว่าปีก่อน
    ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/61 คาดว่าจะทำได้ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากไตรมาส 3/61 มีปริมาณการขายถ่านหินที่ค่อนข้างสูง หรือประมาณ 11.83 ล้านตัน ทำให้ 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถทำปริมาณการขายถ่านหินได้แล้วราว 33 ล้านตัน ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการขายถ่านหินทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายได้


*** BPP ลุ้น EBITDA ปี 62 โตกว่าปีนี้ ทยอยบุ๊คโรงไฟฟ้า 312 MW
    
    นายสุธี สุขเรือน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP กล่าวว่า บริษัทคาดกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) ปี 62 จะเติบโตกว่าในปี 61 ที่มั่นใจว่าจะเติบโตได้ดีกว่าในปี 60 โดย EBITDA ในปี 62 จะเติบโตจากการที่บริษัทจะทยอยรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเข้าสู่ระบบเพิ่มอีก 312 MW ถึงแม้ว่าจะมีโรงไฟฟ้าหงสา และ BLCP ต้องปิดซ่อมบำรุง
    ปี 62 บริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเพิ่ม 312 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งมาจากโครงการโรงไฟฟ้า SLG 1 ขนาดกำลังการผลิต 198 MW โครงการ Luannan 3 ขนาดกำลังการผลิต 52 MW และโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่น ขนาดกำลังการผลิต 62 MW
    บริษัทยังคงเป้าหมายในปี 68 จะมีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 4,300 MW จากปี 66 จะมีโรงไฟฟ้าจ่ายไฟเข้าระบบรวมทั้งสิน 2,870 MW นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมด้วยการลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงทั่วไป และตั้งเป้าจะมีสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอยู่ที่ 20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม
    คาดการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 80 MW จะทยอยเปิดดำเนินเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2563 โดยก่อนหน้านี้ บริษัทได้มีการเซ็น MOU กับทางเวียดนาม จะพัฒนาโครงการดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 200 MW นอกจากนี้ ยังทำการศึกษาการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม เพิ่มเติมอีก
    ทั้งนี้ ในช่วงเดือนก.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศเพิ่มอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลม เป็น 8.5 เซนต์ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง จากเดิมอยู่ที่ 7.8 เซนต์ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขายไฟของบริษัท
    ขณะเดียวกัน ยังได้ศึกษาการเข้าลงทุนธุรกิจพลังงานในกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มเติม ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และประเทศญี่ปุ่น

*** สิ้นปีนี้ดันกำลังผลิตแตะ 2,140 MW 
    
    นายสุธี กล่าวว่า วันที่ 1 ธ.ค.61 โครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม ที่ประเทศญี่ปุ่น ขนาดกำลังการผลิต 20MW จะเริ่มเปิดดำเนินการในรูปแบบเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ หากคิดเป็นสัดส่วนกำลังการผลิตตามการถือหุ้นจะคิดเป็นจำนวน 15 MW ดังนั้น จะทำให้สิ้นปี 61 บริษัทจะมีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าที่จ่ายไฟเข้าระบบ รวมทั้งสิ้น 2,140 MW
    ทั้งนี้ ในปี 62 โครงการโรงไฟฟ้าหงสา จะทำการปิดซ่อมบำรุงหน่วยที่ 1 เป็นระยะเวลา 17 วัน ในไตรมาส 1/62 ส่วนหน่วยที่ 2 และ 3 จะทำการปิดซ่อมบำรุงในช่วงไตรมาส 4/62 ส่วนโรงไฟฟ้าBLCP จะทำการปิดซ่อมบำรุง ทั้ง 2 หน่วย เป็นระยะเวลา 17 วัน ภายในช่วงไตรมาส 4/62
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด