ข่าวนี้ที่ 1

PTG ลั่นปี 63 ยอดขายโต 20% ทุ่ม 5 พันลบ.ขยายสาขา

PTG ลั่นปี 63 ยอดขายโต 20% ทุ่ม 5 พันลบ.ขยายสาขา

"พีทีจี เอ็นเนอยี" เปิดแผนธุรกิจปี 63  วางเป้ายอดขายน้ำมันเติบโต 20%  พร้อมทุ่มงบลงทุน 5 พันล้านบาท เดินหน้าขยายสาขาแตะ 2,200 แห่ง  จากปีนี้ครบ 2,000 แห่ง  และเล็งลงทุนในกิจการใหม่ -รุกธุรกิจแอลพีจีภาคครัวเรือน  ส่วนปีนี้ยอมรับรายได้ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 1.4 แสนล้านบาท เหตุราคาน้ำมันปรับลดลงมาก ด้านโบรเกอร์ชี้เป้าราคา 27.75 บาท เชื่อมั่นแผนธุรกิจเป็นไปตามแผน

*** เปิดแผนปี 63 ยอดขายน้ำมันโต 20%

     นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยแผนการดำเนินงานปี 2563 บริษัทตั้งเป้ายอดปริมาณจำหน่ายน้ำมันเติบโต 20% จากปีนี้คาดยอดจำหน่ายน้ำมันเติบโตตามเป้า 16-20% จากปี 2561 ที่มียอดจำหน่ายน้ำมัน 3,921 ล้านลิตร

    ทั้งนี้พบว่าแบรนด์ของบริษัทมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการสูงขึ้น สะท้อนได้จากยอดจำหน่ายน้ำมันจากสาขาเดิมเติบโต 6% ประกอบกับฐานลูกค้าใหม่ที่ขยายตัวมากขึ้น ทำให้ความต้องการน้ำมันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  

*** เดินหน้าลงทุน-ขยายสถานีบริการ

    นายพิทักษ์ กล่าวอีกว่า ในปี 2563 คาดว่าจะใช้งบลงทุนรวม 4,500-5,000 ล้านบาท ใช้เพื่อลงทุนขยายสาขาน้ำมัน 3,500 ล้านบาท และเป็น Non-oil 500 ล้านบาท ส่วนที่เหลือสำหรับลงทุนในกิจการใหม่ๆ ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ 

    ทั้งนี้บริษัทยังเดินหน้าขยายสถานีบริการรวม 200 สาขา แบ่งเป็น สถานีบริการน้ำมัน 150 สาขา และ LPG 50 สาขา ซึ่งจะทำให้สาขาเพิ่มเป็น 2,200 สาขาในสิ้นปี 63 จากปีนี้คาดว่าจะมีสถานีบริการเพิ่มเป็น 2,000 แห่ง   โดยบริษัทจะเน้นการขยายสาขาในทำเลที่สามารถรองรับการให้บริการ non-oil อื่นๆ ให้แก่ลูกค้า เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต

     ส่วนความคืบหน้า การดำเนินธุรกิจแก๊ส LPG ประเภทครัวเรือน ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการทดลองตลาด ซึ่งจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงต้นปีหน้า

*** รับปีนี้รายได้ต่ำเป้า

    สำหรับรายได้ปีนี้จะอยู่ที่ 130,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ที่ 140,000 ล้านบาท โดยเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก 

    ส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) จะเติบโต 40-50% จากปี 2561 เนื่องจากค่าการตลาดอยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่มีความผันผวนมากนัก ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      “ในปีนี้บริษัทยังคงเป้า EBITDA เติบโต 40-50% ด้านยอดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันคาดว่าจะเติบโต 16-20% ตามแผน หลังจากค่าการตลาดอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 1.7-1.8 บาท ประกอบกับสถานีบริการน้ำมันเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทยังได้ผลบวกจากนโยบายภาครัฐที่จะบังคับใช้ในช่วงต้นปีหน้า ในการเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในน้ำมันดีเซล 10% หรือ B10 จากเดิม B7 ทำให้ความต้องการน้ำมันไบโอดีเซลขยายตัว โดยในปัจจุบันโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ก็ได้เตรียมพร้อมเดินเครื่องเพื่อรองรับนโยบายรัฐบาลอย่างเต็มที่” นายพิทักษ์ กล่าว

*** โบรกฯชี้เป้าราคา 27.75 บาท

    บล.เคทีบี (ประเทศไทย)  ออกบทวิเคราะห์ โดยมี 3 ประเด็นที่น่าสนใจคือ 1) ผู้บริหารยังเชื่อมั่นว่าผลประกอบการในปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ คือ volume จะเติบโตได้ไม่ต่ำ 20% YoY และ ค่าการตลาด 4Q19 จะยังคงอยู่ในระดับสูง (1.85-1.90 บาทต่อลิตร 2) Palm complex สามารถเดินเครื่องในระดับ 95% โดยภายในเดือน ม.ค. 2020 จะเดินได้เกิน 100% และ 3) มีแผนจะนำบริษัทลูกทั้ง LPG และ palm complex เข้าตลาดฯ ปี 2021 เรามีมุมมองเป็นบวกจากการประชุมทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนดังนั้นเรายังคงประมาณกำไรสุทธิ 2019E/20E โต 151%/18% YoY และประเมินกำไร 4Q19E จะอยู่ในระดับ 300 ล้านบาท (+80% YoY, +16% QoQ)

    ทั้งนี้คาดกำไร PTG ใน 4Q19E จะอยู่ระดับ 300 ล้านบาท +80% YoY.+16% QoQ,เรามีมุมมองเป็นบวกจากการประชุมทุกอย่างยังเป็นไปตามเป้าในปีนี้ ปริมาณ volume ยังเติบโตตามที่ผู้ให้ไว้โดย 9M19 volume อยู่ที่ 3.4 พันล้านลิตร +20% YoY ซึ่งเราประเมินปริมาณ volume ใน 4Q19E จะอยู่ที่ 1.3 พันล้านลิตร +20% YoY ได้ ในขณะที่ค่าการตลาดยังอยู่ระดับ 1.85-1.90 บาทต่อลิตร ประเมินกำไร 4Q19E จะอยู่ในระดับ 300 ล้านบาท
 
     คงประมาณกำไรสุทธิ 2019E/20E โต 151% YoY และ 18% YoY เราคงประมาณกำไรสุทธิปี 2019E/20E ที่ 1,572 ล้านบาท และ 1,853 ล้านบาท หรือ +151% YoY และ 18% YoY ตามลำดับ โดย กำไร 9M19 อยู่ที่ 1,203 ล้านบาท คิดเป็น 60% ของประมาณการของเรา แต่เราประเมินว่า 4Q19E ปริมาณขายต่อสาขาจะเพิ่มขึ้นหลังจาก 3Q19E เป็น low season ฤดูฝน และค่าการตลาดจะสูงขึ้น โดย QTD ค่าการตลาดของน้ำมันดีเซลปรับขึ้นมาเป็น 1.86 บาทต่อลิตร จาก 1.81 บาทต่อลิตรใน 3Q19 
 
     ราคาเป้าหมายปี 2020E ที่ 27.75 บาท อิง PER ที่ 25 เท่า (+0.5SD above 5-yr average PER) หรือคิดเป็น PEG  ที่ 0.4 เท่า (CAGR ที่ 62% ในปี 2019E-2020E) ราคาหุ้นปัจจุบันคิดเป็น market cap ต่อสาขาเพียง 15 ล้านบาทเท่านั้นถือว่าไม่แพงถ้าเทียบกับการก่อสร้างสถานีน้ำมันที่มีต้นทุนก่อสร้าง 15-20 ล้านบาทต่อแห่ง
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด