ข่าวนี้ที่ 1

11 หุ้นไทยเฮ! MSCI นำเข้าคำนวณดัชนี ลุ้น AWC-KTC ติดรอบหน้า

11 หุ้นไทยเฮ! MSCI นำเข้าคำนวณดัชนี ลุ้น AWC-KTC ติดรอบหน้า

     MSCI ประกาศนำ 11 หุ้นไทยเข้าคำนวณดัชนี Global Standard และ Global Small Cap  มีผล 26 พ.ย.นี้ แนะเก็บ  STPI-CENTEL-TPIPP และ SPRC ชี้เป็นหุ้นที่เหนือความคาดหมาย - เงินนอกจ่อไหลเข้ามากสุด พร้อมคาด AWC-KTC เป็นเต็งจ๋าถูกนำเข้าคำนวณในรอบต่อไปช่วง พ.ค.63           

 

*** MSCI ประกาศนำ 11 หุ้นไทยเข้าคำนวณดัชนี   

 

    Morgan Stanley Capital International ได้ประกาศปรับพอร์ตรอบ พ.ย.นี้ เป็นการปรับเพิ่มน้ำหนัก 5% ของ China A-Share (204 บริษัท) ลงในดัชนี MSCI Emerging Market ส่งผลให้ล่าสุดตลาดหุ้นจีน China A Share มีสัดส่วน 4.1% ของดัชนี MSCI Emerging Market หรือ 20% ของหุ้น China A Share ทั้งหมด

 

    นอกจากนี้ได้ ประกาศรายชื่อ หุ้นไทย 4 หลักทรัพย์ ถูกเข้าคำนวณในดัชนี Global Standard คือ BGRIM-GPSC-OSP และ SAWAD  โดยไม่มีหุ้นที่ถูกตัดออก 

 

    ส่วนดัชนีหุ้น Global Small Cap มีหุ้นไทยเข้าคำนวณใหม่ 7 หลักทรัพย์ คือ CENTEL-DOHOME-JMT-SPRC-STPI-TPIPP และ TQM โดยมีหุ้นที่ถูกปรับออก 2 หลักทรัพย์ คือ CBG และ TISCO ส่วน SAWAD ถูกย้ายไปคำนวน MSCI Global เริ่มมีผลโดยใช้ราคาปิด ณ วันที่ 26 พ.ย.62
    
 

*** คาดหุ้นไทยถูกกดดันเล็กน้อย - Fund Flow สะดุด  

 

    บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากการปรับพอร์ตของ MSCI ที่เพิ่มน้ำหนัก China A-Share เล็กน้อย เพราะมีโอกาสถูกเบียดให้มีสัดส่วนลดลง และ Fund Flow มีโอกาสสะดุด 

 

    โดยการเก็งกำไรในธีม MSCI Play ปกติแล้วจะฝ่ายวิจัยฯจะแนะนำให้ “ซื้อ" วันที่ประกาศ” และ “ขายวันที่เข้าคำนวณ” เนื่องจากสถิติในอดีตบ่งชี้ว่า ราคาหุ้นที่ถูกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ประกาศจนถึงวันที่มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะหุ้นที่ถูกคัดเลือกเข้าคำนวณ ดัชนี MSCI Global Standard ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 5-6% และมีความน่าจะเป็นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 86%

 

    ขณะที่หุ้นคัดเลือกเข้าคำนวณ ดัชนี MSCI Global Small Cap ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 2-3% และมีความน่าจะเป็นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 60% แต่ราคาจะค่อยๆ ลดลงหลังจากถูกนำเข้าคำนวณดัชนีแล้ว ขณะที่หุ้นถูกคัดออกมีโอกาสปรับตัวลดลงแรงก่อนวันเข้าคำนวณจึงแนะนำหลีกเลี่ยงไปก่อน

 

*** ชี้หุ้นหลายตัวถูกเก็งกำไรไปก่อนหน้านี้  

 

    ปัจจุบันกระแสการลงทุนตาม Index Play ทั้งดัชนี MSCI, FTSE, SET50 และ SET100 ได้รับความนิยมมากขึ้น ส่งผลทำให้เกิดการเก็งกำไรล่วงหน้าก่อนวันประกาศ แต่พอ MSCI ประกาศ รายชื่อหุ้นเหล่านั้นออกมา ทำให้มีการขายทำกำไรออกมาบางส่วน และผลตอบแทนที่คาดหวังอาจน้อยกว่าสถิติในอดีต 

 

    สังเกตได้จากหุ้นหลายบริษัทในรอบที่ผ่านมา แม้จะถูกคัดเข้าดัชนี MSCI Global Standard ก็ตาม แต่ถูกขายทำกำไรแรงหลังประกาศจนถึงวันบังคับใช้ เช่น DTAC ลดลงหลังประกาศจนถึงวันบังคับใช้ -8.2%, INTUCH -3.8% และ RATCH -3.8% 

 

    ขณะที่หุ้นที่ถูกคัดเข้า MSCI Global Small Cap ในรอบที่แล้วปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าสถิติในอดีต เนื่องจากไม่มีการถูกเก็งกำไรมาก่อน บวกกับนักลงทุนให้ความสนใจประเด็นนี้มากขึ้น เช่น TASCO เพิ่มขึ้น หลังประกาศจนถึงวันบังคับใช้ 7.8%, PSH 6.9% เป็นต้น ขณะที่ SET Index -1.26%

 

    ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำลงทุนในหุ้นที่มี Valuation เด่น, Upside สูง และยังถูกเข้าคำนวณในดัชนีMSCI เหนือความคาดหมายของตลาดฯ อย่าง STPI , CENTEL และ TPIPP 

 

*** ไม่กังวล CBG-SAWAD-TISCO หลุด ชี้เป็นจังหวะดีน่าเก็บ   

 

    บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า การถูกถอดออกจากดัชนี Small Cap Index ของ CBG - SAWAD - TISCO เป็นเพียงเพราะมูลค่าตลาดที่อยู่สูงเกิน Threshold ของหุ้นขนาดเล็กแล้ว แต่ไม่ได้กังวลต่อปัจจัยดังกล่าวมากนัก ถึงแม้ว่าในระยะสั้น คงจะมี Fund flow ไหลออกจากหุ้นดังกล่าวอย่างแน่นอน (ยกเว้น SAWAD ที่ถูกเลื่อนเช้าเข้าสู่ดัชนี Standard Index) 

 

    ทั้งนี้ หากราคาหุ้น TISCO ปรับตัวลงมาอยู่บริเวณ 95 บาท มองเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการเข้าซื้อสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เข้าสะสมในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยของกนง.ล่าสุด และยังให้ Expected dividend yield ณ ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 7%
 

*** คาด SPRC-TPIPP-CENTEL เงินไหลเข้ามากสุด  

 

    บล.ทรีนีตี้ กล่าวเสริมว่า สำหรับในกลุ่มที่ถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี Standard Index คาดหวังจะเห็น Fund flow ไหลเข้าสู่หุ้น 4 ตัวในกลุ่มนี้อย่างสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง GPSC เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีขนาด Market cap สูงที่สุดในกลุ่ม

 

    สำหรับในกลุ่มที่ถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี Small Cap Index คาดหวังจะเห็น Fund flow ไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มนี้พอประมาณ แต่หากให้เลือกหุ้น 3 ตัวที่คาดว่าจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าสูงสุด คาดว่าจะได้แก่ SPRC, TPIPP,  CENTEL ซึ่งเป็นหุ้นที่มีขนาด Market cap สูงสุดในกลุ่ม
    

    ในอดีตนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาพบว่าหุ้นที่ถูกนำเข้าสู่ดัชนี MSCI Standard Index มักปรับตัว Outperform ตลาดได้ราว 10% นับตั้งแต่วันประกาศไปจนถึงวันมีผลบังคับใช้ ส่วนหุ้นที่ถูกนำเข้าสู่ดัชนี MSCI Small cap Index มักปรับตัว Outperform ตลาดได้ราว 4.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน 
    

    แนะนำถือหุ้น GPSC ตามธีมนี้ต่อไป โดยหากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นจากราคาปิดวานนี้ 10% แนะนำเป็นจุดขายทำกำไร ส่วนในกลุ่ม Standard Index มอง SAWAD เป็นอีกตัวที่น่าสนใจบนธีมดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ในส่วนของ Small Cap Index มองตัวที่น่าสนใจสำหรับการเก็งกำไรได้แก่ 3 ตัวที่มีขนาด Market cap สูงสุดนั่นก็คือ SPRC, TPIPP, CENTEL

 

***  คาด AWC - KTC เต็งจ๋าถูกเข้าคำนวณรอบหน้า  
         

    ทั้งนี้ มองต่อไปยังการประกาศผล Semi-Annual review คราวหน้าในเดือนพ.ค.ปี 2563  คาดว่าตัวหุ้นที่มีโอกาสสูงที่จะถูกนำเข้าสู่ดัชนี Standard Index ได้แก่ AWC ส่วนตัวที่มีโอกาสรองลงมา (หากระดับ Market cap หรือ Foreign free float สูงขึ้นจากวันนี้) ได้แก่ KTC

 

*** ลุ้น SET ผ่าน 1,650 จุด เจอกัน 1,670 จุด  

 

    นางสาวศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในรอบสัปดาห์หน้า มองว่า ตลาดยังคงรอปัจจัยใหม่ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3 ที่จะออกมาในช่วงโค้งสุดท้าย

 

    ส่วนประเด็นที่ยังต้องติดตาม คือ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนว่าจะมีแรงตอบรับ หรือมีมุมมองในเชิงบวกมากน้อยแค่ไหน ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย และออกมาตรการผ่อนคลายเงินทุนไหลออก มองว่าจะส่งผลดีและทำให้มีแรงซื้อในกลุ่มส่งออก ซึ่งที่ผ่านมาลงไปค่อนข้างเยอะแล้ว

 

    ด้านการลงทุน ยังหมุนเวียนเล่นในกลุ่มต่างๆ เนื่องจากที่ผ่านมาหลายกลุ่มราคาได้ปรับลดลงไปค่อนข้างมากขณะที่แนวรับในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 1,610 จุด และแนวต้านที่ 1,650 จุด

 

    บล.เออีซี เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้ามอง SET Index มีโอกาสปรับขึ้นเพื่อทดสอบแนวต้าน 1,650 จุด ด้วยแรงหนุนจากสงครามการค้า  สหรัฐฯ-จีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้น หากสามารถผ่านและยืนเหนือ 1,650 จุดได้ คาดตลาดจะปรับขึ้นต่อในกรอบ 1,650-1,670 จุด

 

     แต่อย่างไรก็ดี ในสัปดาห์หน้าจะมีการประกาศงบช่วง Q3/62 หลายบริษัท ซึ่งอาจส่งผลให้มีการปรับประมาณการ EPS ในปีนี้ลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เราแนะนำนักลงทุนระมัดระวังในการลงทุน และขายทำกำไรหุ้นที่ปรับขึ้นมาในพอร์ต







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด