ข่าวนี้ที่ 1

ความเชื่อมั่นนักลงทุนทรุด ตั้งรัฐบาลไม่ได้ฉุดหุ้นดิ่ง 1,492 จุด

ความเชื่อมั่นนักลงทุนทรุด ตั้งรัฐบาลไม่ได้ฉุดหุ้นดิ่ง 1,492 จุด

    "สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)"เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า(มิ.ย.)ลดลง 17.72% มาอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว จากเดิมอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง(Bullish)ในเดือนก่อนหน้า เหตุกังวลการเมืองยังไม่ชัดเจน หวั่นรัฐบาลใหม่ไร้เสถียรภาพ ด้านรมว.คลัง ยอมรับการเมืองฉุดต่างชาติชะลอลงทุนในไทย ด้านนักวิเคราะห์ย้ำตั้งรัฐบาลไม่ทันพ.ค.นี้ ดัชนีจ่อดิ่ง 1,492-1,600 จุด 

*** เสถียรภาพรัฐบาล ฉุดเชื่อมั่นนักลงทุนวูบ

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยคาดการณ์ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า(มิ.ย.62) ลดลง 17.72% มาที่ระดับ 107.53 อยู่ในเกณฑ์ทรงตัว(Neutral) จากเกณฑ์ร้อนแรง(Bullish)ในเดือนก่อน โดยผลสำรวจพบว่านักลงทุนมีความกังวลเสถียรภาพรัฐบาลใหม่เป็นปัจจัยหลัก ที่ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว แต่ยังคงไม่มีความชัดเจนในการการจัดตั้งรัฐบาล
    ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสนับสนุนรองลงมา ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตาม คือการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง รวมถึงการชะลอการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหภาพยุโรป และการคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)  อีกทั้งการพิจารณาข้อตกลง Brexit ที่อังกฤษขอเลื่อนกำหนดออกเส้นตายออกไป
    โดยดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศยังอยู่ที่เกณฑ์ร้อนแรงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีนักลงทุนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว, นักลงทุนรายบุคคลปรับตัวลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว, ดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว

*** รมว.คลังชี้การเมืองไม่นิ่ง ทำต่างชาติชะลอลงทุน

    นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่าปัญหาการเมืองที่มีผลจากการเลือกตั้ง และยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติจะต้องรอดูความชัดเจนเรื่องการเมืองของไทยว่าจะออกมาในทิศทางใด ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประเมินประมาณ 1-2 เดือน แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติมากน้อยแค่ไหน 
     อย่างไรก็ดีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในไตรมาสที่ 1/62 ยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ไตรมาสที่ 2 มีสัญญาณการฟื้นตัวดีต่อเนื่องจากไตรมาสแรก แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะประกาศออกมาจะปรับตัวลดลงก็ตาม ซึ่งความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังเติบโตได้ดี สะท้อนถึงการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่ยังดีอยู่ และมีการเลือกตั้ง
    แต่เนื่องจากรัฐบาลและนักลงทุนไทยเองมีความคุ้นชินจึงได้คาดการณ์สถานการณ์ดังกล่าวไว้หมดแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามเตรียมความพร้อมและผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้เดินหน้าเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทนการลงทุนของภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง เพราะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง

*** เงินต่างชาติยังมีโอกาสไหลกลับไทย

    นายไพบูลย์ เปิดเผยต่อว่า อย่างไรก็ดียังคาดการณ์ว่ากระแสเงินทุนจากต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้าสู่ประเทศไทย หากมีการจัดตั้งรัฐบาลอย่างชัดเจน รวมถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีเสถียรภาพ มีนโยบายที่สอดคล้องกันระหว่างพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคร่วม รวมถึงทิศทางการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ
    
*** ตั้งรัฐบาลไม่ทันพ.ค.นี้ดิ่งเทรด 1,492 - 1,600 จุด

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด  ประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปีนี้ ในกรณีที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้มากกว่า 300 เสียงจะส่งผลให้ค่า P/E ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 16 –17เท่า ดัชนีจะวิ่งในกรอบ 1,705-1,812 จุด
    ขณะเดียวกันมองว่าหากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้เพียง 250-260เสียง จะทำให้ดัชนีแตะที่ระดับ 1,600-1,705 จุดโดยซื้อขายที่ P/E เฉลี่ย 15 –16เท่า 
    และหากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือนพ.ค.62 จะทำให้ตลาดหุ้นไทย ลดลงที่ระดับ 1,492-1,600จุด โดยมีค่า P/E ที่ 14-15เท่า

*** พรบ.แรงงาน จ่อกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้วูบ

    ทั้งนี้นักลงทุนไม่ควรที่จะกังวลสถานการณ์ทางการเมืองมากจนเกินไป เพราะขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลที่ทำรัฐประหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ประเด็นที่จะเข้ามากระทบตลาดหุ้นไทยนอกจากการเมืองคือ นักวิเคราะห์หลายสำนักได้ปรับลดประมาณการ การทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน โดยในปีนี้คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (Earning per Share:EPS) จะอยู่ที่ 106.58 บาทต่อหุ้น ปรับลดลงจากคาดการร์เดิมที่ 112.19บาทต่อหุ้น เพราะมีผลกระทบจาก พ.ร.บ.แรงงานฉบับใหม่ที่นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยพนักงงานที่ครบกำหนดเกษียณอายุ จากเดิม 200วันเป็น 400 วัน จะทำให้บริษัทจดทะเบียนจะต้องมีการตั้งวงเงินสำรองจ่ายดังกล่าวในไตรมาส 2 /62 ประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลทำให้กำไรลดลง







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด