ข่าวนี้ที่ 1

กูรูฟันธงกลุ่มแบงก์ฟันกำไร Q4/61 แตะ 4.8 หมื่นลบ.

กูรูฟันธงกลุ่มแบงก์ฟันกำไร Q4/61 แตะ 4.8 หมื่นลบ.

นักวิเคราะห์คาด "กลุ่มธนาคาร"  ทำกำไรไตรมาส 4/61 แตะ 4.4-4.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังเลื่อนใช้ IFRS9 หนุนตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติ แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เหตุค่าใช้จ่ายการตลาดสูงขึ้นตามฤดูกาล ชี้ KTB ทำกำไรโตสุด ส่วนปี 62  ธนาคารใหญ่ยังทำกำไรโดดเด่น จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น -สินเชื่อรายใหญ่โต  แนะเก็บ BBL-KBANK-SCB เข้าพอร์ต 

*** คาดทำกำไร 4.4-4.8 หมื่นลบ.
    บทวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุ กำไรสุทธิรวมในไตรมาส 4/61 ของกลุ่มธนาคารจะอยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากการกลับมาตั้งสำรองที่ระดับปกติ หลังจากที่มีการเลื่อนใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ (IFRS9)ไปเป็นปี 63 ในขณะที่กำไรสุทธิ ลดลง 9% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่สูงขึ้นตามฤดูกาล และ ในไตรมาสก่อนมีกำไรจากรายการพิเศษหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารทหารไทย หรือ TMB ที่มีกำไรจากการขาย TMBAM ออกไปได้ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากตัดรายการพิเศษออกกำไรสุทธิของทั้งกลุ่มจะลดลงเพียง 2% QoQ
     บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุ กำไรสุทธิรวมไตรมาส 4/61 ของกลุ่มธนาคารที่ 4.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.4% YoY แต่ ลดลง 11.3% QoQ ทั้งนี้ กำไรเติบโต YoY มาจากค่าใช้จ่ายตั้งสำรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับไตรมาส 4/60 โดยกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่เร่งระบายหนี้เสีย และ เร่งตั้งสำรองพิเศษเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรฐานบัญชีใหม่(IFRS9) และ ฐานสินเชื่อขยายตัว 5.7% YoY และ 2.4% QoQ จากความต้องการสินเชื่อทุกกลุ่มในช่วงปลายปี
    บล.ยูโอบี เคย์เฮียน  มอง คาดภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารไตรมาส 4/61 มีกำไร 22% YoY แต่ลดลง 7.8% โดย KTB และ KBANK คาดว่าจะรายงานกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุด 68% YoY และ 64% YoY ทั้งนี้ Top pick .ในกลุ่ม เราเลือก BBL, KBANK และ SCB ตามลำดับ

*** มอง KTB ทำกำไรโตสุด
    บล.เคทีบีฯ คาดธนาคารที่จะเติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ คือ ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBLกำไรเพิ่มขึ้น 11% YoY และ 4% QoQ จากสินเชื่อรายใหญ่ที่เพิ่มขึ้นได้ดี และ รายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายประกันกับ บริษัท เอไอเอ (ประเทศไทย) หรือ AIA เข้ามาช่วย , ธนาคารเกียรตินาคิน หรือ KKP กำไรเพิ่มขึ้น 28% YoY และ 7% QoQ จากสินเชื่อที่โตโดดเด่น 17% YoY,ธนาคารกรุงไทย หรือ KTBกำไรเพิ่มขึ้น 65% YoY และ 2% QoQ และ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCBกำไรเพิ่มขึ้น 15% YoY และ 1% QoQ เนื่องจากตั้งสำรองลดลง
    ส่วนธนาคารที่ปรับตัวลดลงทั้ง YoY และ QoQ คือ ธนาคารธนชาต (TBANK) กำไรลดลง 7% YoY และ 4% QoQ  เพราะประโยชน์ที่ได้ทางภาษีที่จ่ายน้อยลงจากรายจ่าย (Tax Shield) หมดอายุ ส่วน TMB กำไรลดลง 6% YoY และ 62% QoQ เนื่องจากไตรมาสก่อนมีการขายธุรกิจกองทุนรวมออกไป
    -ด้านสินเชื่อคาดเติบโตได้ที่ 5% YoY และ 3% QoQ จากสินเชื่อรายใหญ่ และ สินเชื่อเช่าซื้อ ส่วนภาพรวมสินเชื่อในปี 62 คาดจะเห็นการเติบโตของสินเชื่อรายใหญ่เป็นหลักที่มาจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ และ สินเชื่อรายย่อยที่ทุกธนาคารหันมาเร่งปล่อยมากขึ้น เพราะมีส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่สูง ทั้งนี้ คาดสินเชื่อรวมในปี 62 จะเติบโตได้เท่ากับปีก่อนที่ 5.3%
    ในขณะที่หนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(NPL)รวมอยู่ที่ 3.11% ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาส 3/61 ที่ 3.13% ส่วนปี 62 คาด NPL จะลดลงมาอยู่ที่ 3.09% เนื่องจากมีการตัดหนี้สูญ(write-off)อย่างต่อเนื่อง
    ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย ) เผย ธนาคารมีกำไรเติบโต YoY โดดเด่นได้รับแรงหนุนจากค่าใช้จ่ายตั้งสำรองที่ลดลง แต่หดตัวเล็กน้อย QoQ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB กำไรเพิ่มขึ้น 56.8% YoY แต่ลดลง 3.6% QoQ , ธนาคารทิสโก้ หรือ TISCO กำไรเพิ่มขึ้น 15.4% YoY แต่ลดลง 3.2% QoQ และ SCB กำไรเพิ่มขึ้น 10.0% แต่ลดลง 3.7% QoQ ในขณะที่ TMB คาดกำไรหดตัวทั้ง YoY และ QoQ กดดันจากรายได้ค่าธรรมเนียมไม่ฟื้นตัว และ ไม่มีกำไรพิเศษ
    ส่วนกำไรกำไรหดตัว QoQ เนื่องจากไตรมาส 3/61 TMB มีบันทึกกำไรพิเศษจากการขาย TMBAM ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท และ ค่าใช้จ่ายปรับตัวขึ้นเกือบทุกธนาคารด้วยปัจจัยฤดูกาล โดย KKP เป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่คาดกำไรเติบโตทั้ง YoY และ QoQ โดยได้รับแรงหนุนจากค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจจากการขาย IPO ประกอบด้วย บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP , กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) และ บริษัท โรงพยาบาลพระราม 9 จำกัด (มหาชน) หรือ PR9

*** มองดอกเบี้ยขาขึ้นหนุนกำไรปีนี้
    บล.เคทีบีฯ  ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ซึ่งคาดว่า จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นอีก 2 ครั้ง ในปี 62(ครั้งละ 0.25%) ซึ่งส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ โดยเลือกหุ้นธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL และ ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม ซึ่ง BBL ให้ราคาเป้าหมาย 250 บาท/หุ้น ซึ่งเป็นธนาคารที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะมีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio)อยู่ในระดับสูงถึง 180% และ มีการเติบโตของกำไรสุทธิที่โดดเด่นเหนือกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และ KBANK ให้ราคาเป้าหมาย 240 บาท/หุ้น ซึ่งชอบในแง่แนวโน้มของ NPL จะยังทรงตัวได้อยู่ในกรอบที่ตั้งเป้าไว้ ประกอบกับ คาดว่า กำไรสุทธิจะกลับมาเติบโตได้ดีจากการตั้งสำรองที่ลดลง
     บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ระบุ -ทางด้านปี 62 ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ธุรกิจประกัน เนื่องจากมีการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่รุนแรง ประกอบกับ อัตรากำไรและส่วนแบ่งรายได้ถูกกระทบจากการปรับเกณฑ์ตั้งสำรองผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน(Unit link)นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารอยู่ในช่วงปรับตัวเพื่อรับมือกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งหากผลกระทบยืดเยื้ออาจเป็น "Downside risk" ต่อประมาณการรายได้ค่าธรรมเนียม (Bancassurance) และ รายได้สุทธิจากการรับประกันภัย (Net insurance premium) ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีในปี 62 ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่หากรายได้ภาคเอกชนทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตรกระจายตัวดีต่อเนื่องจะเป็นบวกต่อการบริโภคภาคเอกชน และ เป็น Upside ต่อการฟื้นตัวของสินเชื่อเอสเอ็มอีรวมถึงโอกาสการตั้งสำรองที่ลดลงได้
     โดยยังคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มฯ "มากกว่าตลาด" ซึ่งชอบธนาคารขนาดใหญ่ โดยเลือก SCB และ BBL เป็น Top pick บนความน่าสนใจจากความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ตามการลงทุนภาคเอกชนเพื่อขยายกำลังการผลิต และ ย้ายฐานการผลิตในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)ซึ่ง BBL มีสัดส่วนสินเชื่อธุรกิจมากสุดในกลุ่มถึง 41% ณ ไตรมาส 3/61 และ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ได้อานิสงค์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และ คาดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดําเนินงานต่อรายได้รวม(Cost to income ratio) ทยอยปรับลดลงในปี 62 เพราะ SCB เสร็จสิ้นแผนปรับปรุงไอที และ รูปแบบสาขา เป็นผลให้คาดกำไรสุทธิปี 62 ของ SCB ฟื้นตัว 7% YoY และ โดดเด่นสุดในกลุ่มธนาคาร

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด