ข่าวนี้ที่ 1

กูรูหั่นเป้าดัชนีปีหมูเหลือ 1,750 จุด ผวาสงครามการค้า-กำไรบจ.หด

กูรูหั่นเป้าดัชนีปีหมูเหลือ 1,750 จุด ผวาสงครามการค้า-กำไรบจ.หด

    บล.กสิกรไทย หั่นเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้เหลือ 1,750 จุด จากเดิม 1,800 จุด ผวาสงครามการค้า-ราคาน้ำมันโลกดิ่ง พร้อมปรับลดประมาณการกำไรกลุ่มพลังงาน หลังคาดราคาน้ำมันร่วง PTTEP-PTTGC หนักสุด ฟาก บล.ไทยพาณิชย์ ปรับลด SET เหลือ 1,700-1,800 จุด จากเดิมมอง 2,000 จุด หลังศก.โลกชะลอตัว - กำไรบจ. ลดลง ด้าน ธปท.หวั่นสงครามการค้าลากยาว กระทบส่งออกไทยปีนี้เสี่ยงหลุดเป้าที่ 3.8%

*** บล.กสิกรไทย หั่นเป้า SET ปีนี้เหลือ 1,750 จุด
    
    นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ได้หั่นเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้เหลือ 1,750 จุด จากเดิม 1,800 จุด เนื่องจากได้มีการปรับวิธีประเมินเป้าหมายดัชนีในรูปแบบใหม่ รวมถึงยังมีปัจจัยภายนอกเป็นตัวกดดัน ได้แก่ ภาวะการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ,สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง ซึ่งการปรับลดเป้าหมายดัชนีดังกล่าวมีส่วนลด 3%
    โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่แนะนำ ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ เลือก CPALL จะได้แรงหนุนจากการบริโภคของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ขณะที่กลุ่มเกษตรเลือก CPF เนื่องจากราคาสินค้าทางการเกษตรมีแนวโน้มที่สูงขึ้น
    ส่วนกลุ่มรับเหมา เลือกหุ้น STEC เนื่องจากราคาต้นทุนด้านวัตถุดิบที่ลดลง และมีงานในมือเป็นจำนวนมาก สำหรับกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เลือก BBL เพราะฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกจากการบริโภคภาคเอกชน และการเติบโตของสินเชื่อ
    ด้านกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เลือก AMATA เป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมถึงการได้ประโยชน์จากสงครามการค้า จึงทำให้มีนักลงทุนย้ายฐานการผลิต ขณะที่กลุ่มสนามบิน แนะนำ AOT เนื่องจากการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสารปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ในเดือนธ.ค.61
    ส่วนโรงไฟฟ้า เลือก RATCH ,EGCO และ BGRIM ด้วยความเสียรภาพของการทำกำไร และมีโอกาสเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) และการขยายตัวของอัตราการทำกำไรจากการปรับเพิ่มขึ้นของค่า Ft

*** ปรับลดกำไร PTTGC-PTTEP หลังน้ำมันโลกดิ่ง

    นายจักรพงษ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า  ขณะนี้ฝ่ายวิเคราะห์ได้มุมมองเป็นกลางในหุ้นกลุ่มพลังงาน เพราะมีทั้งปัจจัยบวกที่ส่งเสริมและมีปัจจับลบ ซึ่งปรับลดคำแนะนำ PTTGC และ PTTEP เนื่องจากคาดว่าการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง 10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อกำไรประมาณ 20-25% โดยคาดราคาน้ำมันดิบดูไบ ปี 62 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพราะคาดว่าจะมีปริมาณสำรองส่วนเกินระหว่างกำลังการผลิต และความต้องการบริโภค
    กรณีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์คือกลุ่มโรงกลั่น แนะนำ TOP และ SPRC มองว่าค่าการกลั่นจะกลับมาเพิ่มเป็น 4-5 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากที่ในช่วงปลายปี อยู่ที่ระดับ 1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
    พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับเพิ่มคำแนะนำ IRPC และ SCC ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตโพลีโพรพิลีน ที่ได้รับประโยชน์จากการที่สหภาพยุโรปงดการใช้สินค้าประเภทพลาสติก ซึ่งยุโรปถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการบริโภคปริมาณพลาสติก 1 ใน 4 ของโลก ดังนั้น จึงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพลาสติกลดลง

*** บล.ไทยพาณิชย์ ลดเป้า SET เหลือ 1,800 จุด หั่นกำไรบจ.โตแค่ 4-5%

    นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBS มองดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 62 เหลือ 1,800 จุด จากเดิมคาด 2,000 จุด หลังปรับลดประมาณการกำไร บจ.ลง ชี้ไตรมาส 3/62 หุ้นไทยสุดพีค รับปัจจัยความชัดเจนเลือกตั้งหนุน ดึง Fund flow ไหลเข้า มองภาพรวมผลตอบแทนการลงทุนตลาดหุ้นไทยปี 62 จะอยู่ที่ 10-15% ซึ่งถือว่าดีกว่าปี 61 ภายใต้กรอบดัชนีที่ระดับไม่เกิน 1,800 จุด โดยเชื่อว่า สินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี ราคาเหมาะสมจะกลับมาให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น  เชื่อว่าไตรมาส 3/62 ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะทำจุดสูงสุดอยู่ที่ระดับ 1,700-1,800 จุด จะปรับตัวได้ดีขึ้นภายหลังจากการเลือกตั้ง และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะไม่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในไทย โดยจะเห็นได้จากการประกาศวันเลือกตั้งก็ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าประเทศไทย ซึ่งมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 1,700-1,800 จุด
    ทั้งนี้ คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 1/62 เป็นต้นไป จะมีความชัดเจนจากปัจจัยภายในประเทศ และต่างประเทศ ได้แก่ การเลือกตั้งภายในประเทศ และการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปของอังกฤษ รวมถึงปัจจัยของแนวโน้มราคาน้ำมัน
    ประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ 5-8% ซึ่งเบื้องต้นมีโอกาสปรับประมาณการลดลงเหลือ 4-5% เพราะปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัว ขณะเดียวกันยังรอการประกาศผลประกอบการที่ชัดเจนของบริษัทจดทะเบียนที่จะประกาศอีกครั้ง
    โดยมองโอกาสด้านบวกหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแรงเกินไป อาจส่งผลให้ธนาคารกลางหลัก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดความเข้มงวดของนโยบายการเงิน หรือแม้กระทั่งหันกลับมาใช้นโยบายผ่อนคลาย ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดการเงิน
    สำหรับความเสี่ยง หากธนาคารกลางสหรัฐฯยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป รวมถึง สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน กลับมารุนแรงขึ้นหลังจบช่วงพักรบ ก็จะส่งผลลบต่อตลาดการเงิน
    ทั้งนี้ ประเมินว่าเงินทุนต่างชาติจะเริ่มทยอยเคลื่อนย้ายออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯมาที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมถึงเงินทุนบางส่วนจะเคลื่อนย้ายออกจากหุ้นเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น หุ้นเทคโนโลยี มาที่หุ้นเศรษฐกิจยุคเก่า เช่น การบริโภค และสาธารณูปโภคพื้นฐาน
    กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ ซื้อ หุ้นไทย ชอบกลุ่มธุรกิจด้านการบริโภคและการลงทุนในประเทศ และประเมินตลาดหุ้นจีนมีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น รอซื้อตลาดหุ้นสหรัฐฯหากมูลค่าเหมาะสมมากขึ้น รวมถึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น REIT และ IFF รวมถึง ทองคำ เพื่อลดความผันผวนของเงินลงทุน
    ประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ปี 62 จะเติบโตเพียง 3.80% เพราะได้รับผลกระทบจาการส่งออกที่โตเพียง 3-5% จากเดิม 8%

*** ธปท.ผวาสงครามการค้าลากยาว กดส่งออกปีนี้หลุดเป้า 3.8%

    นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนธันวาคม 2561 ขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อน จากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดีในทุกหมวดการใช้จ่าย ขณะที่การส่งออกสินค้ายังหดตัวที่ 1.6% เช่นเดียวกับการนำเข้าที่ติดลบ 6.7% ขณะที่ไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง จากการบริโภคและลงทุนภาคเอกชน ด้านการส่งออกในไตรมาส 4 ขยายตัว 2.3% และทั้งปีขยายตัว 7.7% ขณะที่การนำเข้าในไตรมาส 4 ขยายตัว 7.5% และทั้งปีขยายตัว 14.3%
    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อยู่ที่ 0.36% ไตรมาส 4 อยู่ที่ 0.84% และทั้งปี 2561 อยู่ที่ 1.07% ด้านเงินเฟ้อพื้นฐานธันวาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 0.68% ไตรมาส 4 อยู่ที่ 0.71% และทั้งปี 2561 อยู่ที่ 0.71%
    อย่างไรก็ตาม การส่งออกธันวาคมที่ชะลอลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนว่าการค้าโลกชะลอลงมาก ดังนั้นจึงมองว่าปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนลากยาว อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในปีนี้ โดยเบื้องต้น มองว่า การส่งออกของไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนธ.ค.61 ที่ 3.8% โดยต้องติดตามการประเมินตัวเลขใหม่อีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้
    “ยอมรับว่าการส่งออกลงเร็ว จากการค้าโลกที่ชะลอลงมาก และหากยังเป็นแบบนี้ต่อเนื่องก็จะทำให้การส่งออกของไทยในปีนี้ขยายตัวต่ำได้ แต่ยังคงต้องติดตามในเดือนมีนาคมนี้ที่จะประกาศตัวเลข เพราะพอถึงวันนั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน”นายดอน กล่าว
    นายดอน กล่าวถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น นักลงทุนต่างประเทศมองว่าเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ขณะที่นักลงทุนในประเทศจะมองถึงโฉมหน้าของผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลว่าจะเป็นใคร แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะยังไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน ด้านปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มองว่า หากปัญหาฝุ่นละอองลากยาว อาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวได้ แต่สำหรับปัจจุบัน ยังไม่พบการชะลอตัวของนักท่องเที่ยว โดยยังติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่พยายามดำเนินการอยู่ในขณะนี้
    ส่วนกรณีที่ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ นั้น เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นในอัตราที่น้อย และการขึ้นดังกล่าวถือเป็นการส่งผ่านของนโยบายการเงินที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว
    
*** ตลท.ย้ำเป้ามาร์เก็ตแคป 30 ล้านล้านบาท ในปี 66

    นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงแผนกลยุทธ์ปี 62-64 พร้อมเป็นแพลตฟอร์มตลาดทุนครบวงจร ย้ำเป้ามาร์เก็ตแคป 30 ล้านล้านบาท ปี 66 วอลุ่มเทรด 9.5 หมื่นลบ.ต่อวัน 
    โดยวาง 4 กลยุทธ์ เป็นแพลตฟอร์มตลาดทุนครบวงจร ประกอบด้วย 1.ขยายขอบเขตการทำธุรกิจ (Expand) 2.แสวงหาโอกาสใหม่ด้วยเทคโนโลยี (Explore) 3.ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการและกฎเกณฑ์ (Reform) และ 4.ปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Restructure)
    ทั้งนี้ หวังเป็นกลไกช่วยลดต้นทุนและขยายโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมตลาดทุนทั้งระบบ พร้อมนำกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals: SDGs สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืน
    ขณะที่ การแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ได้ยื่นต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรียบร้อยแล้ว คาดว่ากระบวนการพิจารณาต่าง ๆ จะแล้วเสร็จและพร้อมประกาศใช้ภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน
    นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์จะต้องเร่งพัฒนาและปรับตัว เพราะ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฉบับแก้ไขใหม่ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะมีการเปิดโอกาสให้มีผู้เล่นหน้าใหม่ ให้มีการแข่งขันมากขึ้น โดยในอนาคตตลาดหลักทรัพย์ไม่จำเป็นต้องมีที่เดียว ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ก็ไม่จำเป็นต้องมีที่เดียว
    อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ได้ยกเลิกการตั้งเป้าหมายระยะสั้น เกี่ยวกับการเพิ่มมาร์เก็ตแคป จำนวนไอพีโอ เนื่องจากมีความคลาดเคลื่อนสูงตามภาวะตลาดที่ผันผวน
    ทั้งนี้ ยังคงเป้าหมายมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยแตะ 30 ล้านล้านบาท ในปี 66 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 9.5 หมื่นล้านบาท และจำนวนนักลงทุนเพิ่มขึ้นปีละ 1 แสนราย
    ขณะที่ปีนี้ตลาดหลักทรัพย์จะทำการปรับปรุงระบบไอที เพื่อรองรับการเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยจะทำงานร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งจะนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับใช้ เช่น ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
    ขณะเดียวกัน ได้ร่วมทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปฏิรูปกฎเกณฑ์ ระเบียบ และข้อบังคับของ ตลท. เพื่อดูแลคุณภาพของ IPO และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งก่อนและหลังการเข้าซื้อขาย โดยมีการเพิ่มความรัดกุมในการกำกับดูแลเพิ่มขึ้น รวมถึงลดความซับซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้อง คาดจะทยอยประกาศใช้เฟสแรกได้ภายในปีนี้







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด