ข่าวนี้ที่ 1

หุ้นไทยทรุด 25 จุด ผวาสงครามปะทุ! ตลท.ชี้เป็นโอกาสเข้าลงทุน

หุ้นไทยทรุด 25 จุด ผวาสงครามปะทุ! ตลท.ชี้เป็นโอกาสเข้าลงทุน

 

    ดัชนีหุ้นไทยปิดลบกว่า 25 จุด หวั่นความตึงเครียดในตะวันออกกลางบานปลายสู่สงคราม หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯในอิรัก ด้าน"ภากร" มองหุ้นดิ่งแรงเป็นโอกาสเข้าลงทุน ย้ำ นลท.ต้องติดตามข่าวใกล้ชิด ด้าน  โบรกฯ เปิดโผหุ้นปลอดภัยหลบขีปนาวุธ ชู PTT-PTTEP-PTTGC หลีกเลี่ยง AOT-BH ส่วนเอเซียพลัส มองเป้าหุ้นไทยสิ้นปี 1,675 จุด กำไร บจ.โต 3.9% 
  
*** หุ้นไทยดิ่งต่อลึกสุดเกือบ 30 จุด 
 
    ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปิดร่วงลง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ เริ่มทวีความรุนแรง จนนำไปสู่การยิงขีปนาวุธ ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย เป็นไปในทิศทางลบ 
    โดยตลาดหุ้นไทยวันนี้ (08/01/63) ร่วงลึกเกือบ 30 จุด ลงแตะ 1,555 จุด ในระหว่างวัน ก่อนจะรีบาวด์ขึ้นมาเล็กน้อยปิดที่ 1,559.27 จุดลดลง 25.96 จุด หรือ 1.64% มูลค่าการซื้อขาย 6.5 หมื่นล้านบาท  
 
*** "ภากร" ชี้หุ้นดิ่งเป็นจังหวะเก็บของถูก 


     นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ได้รับผลกระทบจาก ปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อการลงทุนค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงอยากให้นักลงทุนติดตามข่าวสารและศึกษาบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวให้ดีก่อน เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนมีจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น

     "การปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดหุ้นไทย มองว่าสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสลงทุนได้ จากการปรับตัวลดลงของดัชนีจะทำให้ราคาถูกลงด้วยเช่นกัน ซึ่งหากนักลงทุนมีการศึกษาข้อมูลต่างๆให้ถี่ถ้วนก่อนการลงทุน คาดว่าจะช่วยให้ได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้" นายภากร กล่าวเพิ่มเติม

     ในปี 63 มีโอกาสจะเห็นกระเเสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย เนื่องจากในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำโดยจะเห็นจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอยู่ที่เพียง 1.3% ถือว่าต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ จึงทำให้ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น

   แม้ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2562 จะปรับขึ้นมาเพียง 1% แต่หากมองที่ผลตอบแทนโดยรวม นักลงทุนต่างชาติจะได้รับผลตอบแทนสูงถึง 8-9% ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติเพิ่มขึ้นมาเป็น 30% จากปี 62 เฉลี่ยอยู่ที่่ 28-29%

*** เปิดโผหุ้นปลอดภัย รับมือภาวะสงคราม


     บล.เอเซียพลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯเริ่มมีความรุนแรงเกิดขึ้น หลังอิหร่านยิงอาวุธนำวิถีใส่ฐานทัพสหรัฐฯในประเทศอิรัก ส่งผลให้เห็นนักลงทุนมีการโยกย้ายเงินลงทุนจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
    สังเกตได้จากราคาทองคำดีดตัวขึ้นไป 5.0% (ytd)ยืนเหนือ 1,600 เหรียญ (ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปี) รวมถึง Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐขยับลงมาแรงเช่นกัน 20 bps. (ytd) อยู่ที่ 1.72% ขณะที่ตลาดหุ้นในเช้านี้ย่อตัวแรงเกือบทั้งสิ้น เช่น Dow Jones Future บางจังหวะลงไปมากกว่า 400 จุด เป็นต้น
    กลยุทธ์การลงทุน แนะนำหลบขีปนาวุธเข้าหุ้นปันผลสูง กองทุนอสังหาฯ โครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นเด่นรับภัยแล้งสุดในรอบ 40 ปี ดังนี้
    ส่วน Top Picks ในวันนี้ชื่นชอบ PTT, PYLON และ EASTW มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
    EASTW (FV@B14.00) หุ้นสาธารณูปโภคที่ได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ภัยแล้งหนักสุดรอบ 40 ปี และในปี 2563 EASTW มีการทยอยปรับขึ้นราคาขายน้ำดิบด้วยสูตรใหม่ บวกกับปริมาณขายน้ำดิบ คาดผลักดันให้กำไรสุทธิปี 2563 กลับมาโตครั้งแรกในรอบ 5 ปี  และหากพิจารณาสถิติในอดีต ราคาหุ้น EASTW เทียบกับช่วงภัยแล้ง พบว่าราคาหุ้นมักจะ Outperform ได้ดี อาทิช่วงฤดูแล้งในปี 2558/2559 (พ.ย. 2558 – เม.ย. 2559) และช่วงฤดูแล้งในปี 2561/2562 (พ.ย. 2561 – เม.ย. 2562)  EASTW ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.1% สูงกว่า SET ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 0.48% เท่านั้น
    PYLON (FV@B 7.35)Sentiment บวกจากการเข้าสู่ช่วงพิจารณางบประมาณปี 2563 วาระ 2 และ 3 ส่วนแนวโน้มกำไรงวด Q4/62 เติบโตโดดเด่น แรงหนุนจากงานรับเหมาเสาเข็มโครงการศูนย์ประชุมสิริกิติ์ และ Bangkok Mall รวมถึงงานคอนโดฯ Ideo พระราม 9 และมีโอกาสขึ้นทำ New High ต่อในงวด Q1/63 ได้แรงหนุนจากโคงการ Mix Use ขนาดใหญ่อย่างสีลมแสควร์เพิ่มเติม ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา สวนทางกับ Earning Momentum พร้อมทั้งยังคาดหวัง Dividend Yield ปีนี้สูงเกิน 5% (จ่ายปันผลปีละครั้ง)
    PTT (FV@B56.00) ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวขึ้นแรงตั้งแต่ต้นปีและปรับตัวขึ้นกว่า 4% ตอนเช้าที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง PTT อีกทั้งแนวโน้มกำไรน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ฝ่ายวิจัยคาดแนวโน้มกำไรปกติ Q4/62 จะฟื้นตัวขึ้นจาก Q4/62 หนุนหลักจาก PTTEP ที่คาดจะได้ในส่วนของปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นราว 5.7%qoq และคาดหวัง Dividend Yield สูงกว่า 4.4%ต่อปี (จ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง) มองเป็นจังหวะทยอยสะสม
    ส่วน บล.หยวนต้า เปิดเผยว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเช้านี้ตึงเครียดมากขึ้น หลังอิหร่านเริ่มโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯในอิรัก เราคงมุมมองระมัดระวังการลงทุน หลังแนะนำให้ลดพอร์ตไปแล้ว
ในวันจันทร์ที่ผ่านมา
    การลงทุนช่วงนี้ให้น้ำหนักที่กลุ่มพลังงานเท่านั้น ได้แก่ PTT, PTTEP, PTTGC รวมทั้งชะลอการลงทุนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มที่มีรายได้จากตะวันออกกลาง เช่น AOT, BH  
    คงมุมมองบวกต่อทองคำ เป็น Asset Class ที่น่าสนใจทั้งการลงทุนใน Gold Future และกองทุนรวม เช่น K-GOLD


***ASP มองเป้าหุ้นไทยสิ้นปีนี้ 1,675 จุด กำไรบจ.โต 3.9%

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASP) เปิดเผยว่า ประเมินเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 63 แบบอนุรักษ์นิยม ณ สิ้นปีจะอยู่ที่ 1,675 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,579 จุด ขณะที่ P/E Ratio ที่ 16.5-17.5 เท่า เมื่อคำนวณกับ EPS ปีนี้ที่ 95.71 บาทต่อหุ้น โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ราว 1.0 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 3.9%
    โดยปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยในปีนี้ประกอบไปด้วย ประเด็นสงครามการค้า จากประเทศคู่ค้าอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ กับจีน ซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยให้ชะลอตัว ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน บริษัทแนะนำให้นักลงทุนต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวในปัจจุบันยังคาดเดาข้อสรุปได้ค่อนข้างยาก
    ด้านปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศ ประกอบไปด้วย ความร้อนแรงทางการเมืองที่จะส่งผลต่อความมั่นคงในประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะเดียวกันปัจจัยอย่างสภาพอากาศในปีนี้มีภัยแล้งที่จะหนักสุดในรอบ 40 ปี ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการเกษตร และการบริโภคประชาชนที่อยู่ในภาคการเกษตรโดยตรง
    ส่วนการชะลอตัวของกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีแรงขาย มองว่ามีปัจจัยกดดันทั้งภายในประเทศอย่างเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตน้อยกว่าประเทศอื่น, สถานการณ์การเมืองในประเทศและค่าเงินบาทที่เเข็งค่า ส่งผลให้ความน่าสนใจในตลาดหุ้นไทยลดลง รวมถึงปัจจัยต่างประเทศอย่างสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ที่ส่งผลให้กระแสเงินบางส่วนไหลเข้าลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
    ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 1/2563 เน้นการลงทุนหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุนให้ผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เช่น BGRIM,PTT,LH,AP,ROBINS และ CPF

***ก.ล.ต.ชี้ SETลงแรง วิตกเหตุตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน แนะนลท.ติดตามใกล้ชิด


    นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของ SET index เป็นไปในแนวทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งเกิดจากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดย ก.ล.ต. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุการณ์ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการลงทุน รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง
    ก.ล.ต. ขอแนะนำให้ผู้ลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มของอัตราการเติบโตดีขึ้นจากปีที่แล้ว เนื่องจากข้อตกลงการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี 2563 ทำให้การส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้น อีกทั้งการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี และการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
     ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนมีแนวโน้มขยายตัวด้วยเช่นกัน ส่วนอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ (0.68%) หนี้สาธารณะยังคงอยู่ในระดับต่ำ (40.9%) และดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล (6.8% ต่อ GDP) ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำหรับตลาดการเงิน ยังมีเงินลงทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ (7.61 พันล้านบาท) ตั้งแต่ต้นปี 2563

***ม.หอการค้าไทย หวั่นฉุดเศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำกว่า 3% 
    
    ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสที่จะเติบโตต่ำกว่า 3% หากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังคงทวีความรุนแรง แต่หากภาครัฐสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ภายในไตรมาส 1/63 จะส่งผลให้จีดีพีไตรมาส 2/63 ไม่ทรุดตัวลงไปมากกว่าที่คาดไว้ จากเดิมประเมินจีดีพีไทยปีนี้ไว้มากกว่า 3%
    "ไตรมาส 1/63 ภาพรวมงบประมาณต้องผ่านก่อน เม็ดเงินต้องเข้าสู่ระบบให้ได้ ไม่เช่นนั้นจากภาวะที่เป็นอยู่ตอนนี้ทำให้มีความกังวลว่า มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่า 3% และ เราก็จะมีการทบทวนเป้าหมายจีดีพีปีนี้อีกครั้ง"
    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเติบโตมากกว่า 3% ได้ หากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนคลี่คลาย , Brexitจบลงได้ในเดือนม.ค. นี้ , ภาครัฐสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ และ ราคาน้ำมันไม่สูงไปกว่า 75 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวจะพยุงเศรษฐกิจไทยให้เติบโตมากกว่า 
3% ได้
    สำหรับส่งออกปีนี้ยังประเมินไว้ที่ 0.5-1% และ เงินบาทในกรอบที่ 30.30-30.50 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทต้องไม่แข็งค่าจนเกินไป เพราะจะกระทบต่อการส่งออก ซึ่งหากเงินบาทอยู่ในกรอบที่คาดไว้ก็จะทำให้ส่งออกขยายตัวเป็นบวกได้







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด