ข่าวนี้ที่ 1

ส.นักวิเคราะห์ หั่นเป้า SET-กำไรบจ. สงครามการค้าฉุด

ส.นักวิเคราะห์ หั่นเป้า SET-กำไรบจ. สงครามการค้าฉุด

"สมาคมนักวิเคราะห์" หั่นเป้าดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีเหลือ 1,677 จุด  กำไรบจ.เหลือโต 3.29% จากเดิม 7.88% เหตุต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอ สงครามการค้า  พร้อมแนะ 5 หุ้นเด่น ADVANC-BJC-CPALL-ERW-WHA ด้าน กกร. หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ 2.7-3% ส่วน"ฟิชท์" มองพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี รับมือความผันผวนได้

 *** หั่นดัชนีสิ้นปี 1,677 จุด กำไรบจ.โต 3.29% 
    นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Survey) เปิดเผยถึงผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน จาก 26 บริษัท ว่า ภาพรวมเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้ประเมินอยู่ที่ระดับ 1,677 จุด ลดลงจากการประเมินในครั้งก่อนที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1,755 จุด โดยค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดของดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4 ถึงสิ้นปี 2562 อยู่ที่ระดับ 1,590 จุด และ 1,707 จุด ตามลำดับ
    ผลสำรวจส่วนใหญ่ 36% มีมุมมองดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/62 มีแนวโน้มในทิศทาง Sideways หรือไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาส 3/62 ปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมาจากเศรษฐกิจต่างประเทศ สงครามการค้า รองลงมาคือปัจจัยการเมืองต่างประเทศ และอันดับ3 คือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
    นอกจากนี้ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เหลือโตเฉลี่ย 3.29% ลดลงจากการสำรวจในครั้งก่อนที่ประเมินการเติบโตอยู่ที่ระดับ 7.88%  ด้านกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 99.68 บาท
       "แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนในครั้งนี้ผลสำรวจลดลงมาจาก 3 เดือนก่อนบอกโตประมาณ 7% ลงเหลือประมาณ 3% ในครั้งนี้ "

*** ชี้หุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนดี 
    นายสมบัติกล่าวอีกว่า  ในช่วงที่เหลืออีก 3 เดือนที่ต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ทั้งนโยบายภาครัฐ ด้านตัวเลขส่งออกตอนนี้ยังลดลง การท่องเที่ยวดีขึ้นเล็กน้อย ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังเบิกจ่ายน้อยกว่าที่ควร 
    ดังนั้นหากมองการลงทุนต้องมองระยะยาวถึงปีหน้า  หุ้นไทยถึงแม้ปรับประมาณการกำไรลงแต่ก็ยังไม่แย่มากมองว่ายังแข็งแรงดี เห็นได้จากการจ่ายเงินปันผลประมาณ 3% กว่า ยังมีทิศทางดีเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยพันธบัตรไทยและทั่วโลก 
  
*** แนะ 5 หุ้นเด่น เลี่ยงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
     ส่วนหุ้นเด่นที่ผลสำรวจส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ 5 บริษัท ได้แก่
    - ADVANC รับภาวะการแข่งขันผ่อนคลายลงภาพรวมรายได้สูงขึ้น ด้านการระงับข้อพิพาทกับ TOT ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายปีละ 800 ล้านบาท มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและปันผลดี 
    - BJC มีแนวโน้มกำไรดีต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง จากการขับเคลื่อนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ การขยายสาขา Big C และอัตรากำไรที่ดีขึ้นต่อเนื่อง และเป็นหุ้นค้าปลีกที่ได้รับประโยชน์จาก "ชิม ช้อป ใช้" 
    - CPALL รับการบริโภคฟื้นตัว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ,
    - ERW รับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเริ่มฟื้นตัว และภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการบริโภค 
    - WHA เริ่มเห็นการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากจีน ที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษี ทำให้ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงไทย
     ด้านหุ้นที่ไม่แนะนำคือหุ้นในกลุ่มส่งออกที่ได้รับผลกระทบต่อสงครามการค้า คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
 
*** กกร.หั่นเป้าจีดีพีเหลือโต 2.7-3%
    นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/62 ยังอยู่ในภาวะที่อ่อนแรงอย่างต่อเนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยถ่วงหลักจากความเสี่ยงในภาคต่างประเทศ  ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และ การแข็งค่าของเงินบาททำให้การส่งออกยังคงหดตัวเป็นวงกว้างทั้งในรายการสินค้า และ ตลาดส่งออกหลัก ซึ่งกระทบต่อภาคการผลิต
      ในขณะเดียวกันแรงขับเคลื่อนภายในประเทศก็แผ่วตัวลง ทั้งการบริโภคและการลงทุน มีเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งจากผลของฐานที่ต่ำในช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอน กกร.จึงปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวการส่งออกในปี 62 มาที่ -2.0% ถึง 0.0% จากเดิม -1.0% ถึง 1.0% และลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 62 ลงมาเป็น 2.7-3.0% จากเดิม 2.9-3.3% ส่วนเงินเฟ้อปีนี้ยังคงเดิมที่ 0.8-1.2%
      แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้าน อาทิ มาตรการชิม ช้อป ใช้, มาตรการประกันรายได้สินค้าเกษตร, มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เป็นต้น แต่คาดว่าแรงบวกจะสามารถชดเชยผลกระทบจากหลายปัจจัยกดดันจากภายนอกประเทศได้บ้าง 

*** หวังรัฐกระตุ้นศก.เพิ่ม
     กกร. คาดหวังที่จะเห็นมาตรการเสริมจากภาครัฐเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการเร่งผลักดันกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเพื่อรับมือกับความท้าทาย โดยเฉพาะปัจจัยจากต่างประเทศ นอกจากนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนควรมีการเสนอราคาเป็นสกุลเงินบาท หรือ สกุลเงินท้องถิ่น
      สำหรับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ซึ่งคาดว่าจะสร้างความเสียหายและกระทบต่อเศรษฐกิจ ประมาณ 20,000 – 25,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ก็จะมีผลกระทบจากความเสียหายของบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร ทั้งนี้ จังหวัดอุบลราชธานีประสบปัญหาอุทกภัยรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน เพื่อลดภาระและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาสู่สภาพปกติโดยเร็ว 
    ทางด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการ ชิม ช้อป ใช้ ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยมีการลงทะเบียนเต็ม 1 ล้านคนต่อวันอย่างรวดเร็ว และ ยังมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการจำนวนมากส่งผลให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ และคาดว่าจะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 20,000 – 30,000 ล้านบาท สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.1-0.2%
      "ส่วนโครงการ ชิม ช้อป ใช้ เฟส 2 นั้น กกร. มองเป็นเรื่องที่ดีที่จะขยายออกไป ซึ่งต้องรอประเมินหลายๆด้าน เพราะกลไกเศรษฐกิจต้องใช้เวลา เพราะสิ่งที่กระตุ้นนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งภาครัฐคงพิจารณาจากความพร้อมเป็นหลัก"
      
*** ฟิทช์มองพื้นฐานศก.ไทยยังดี
    นายเจมส์ แมคคอร์แมค กรรมการผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มจัดอันดับเครดิตประเทศของฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยที่ BBB+ เป็น "แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นบวก" เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 เป็นผลมาจากการที่ฟิทช์มีความมั่นใจมากขึ้นว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ ยังคงมีอยู่ไม่น่าจะส่งผลให้เกิดความชะงักงันในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ มหภาคในปัจจุบันซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี
     ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ผ่านอุปสรรคที่สำคัญทางการเมืองไปแล้วในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มาจากพลเรือนได้สำเร็จหลังจากมีการจัดการ เลือกตั้งทั่วไปในเดือนมีนาคม นอกจากนี้ประเทศไทยยังคงสามารถรักษาฐานะหนี้สินต่างประเทศ (external finance) และฐานะการคลังสาธารณะ (public finance) ให้อยู่ในระดับที่ดีได้ต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
    ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยงหลักต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจคือ สถานการณ์การค้าโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น แม้ว่าความเสี่ยงดังกล่าวจะถูกบรรเทาลงได้บางส่วน จากนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นและการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้น ฐานต่างๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการลงทุนและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจใน ระยะปานกลาง ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนในด้านนโยบาย โดยเฉพาะในด้านของผลกระทบต่อทิศทางการค้าโลก รวมถึงกำหนดการการถอนตัวจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (UK's Brexit) ที่ใกล้เข้ามา ซึ่งอาจะส่งผลให้เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ (recession) ของสหราชอาณาจักรและการชะลอตัวของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ Euro Zone 
    ทั้งนี้ ฟิทช์เชื่อว่าการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายโดยธนาคารกลางของประเทศ ต่างๆ อาจไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของปริมาณการค้าได้ทั้งหมด และรัฐบาลที่เป็นผู้กำหนดนโยบายอาจต้องหันไปพึ่งพานโยบายการคลังแบบขยายตัว (accommodative fiscal policy) มากขึ้น ซึ่งรวมถึงประเทศที่มีระดับหนี้สินที่อยู่ในระดับที่สูงอยู่แล้ว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด