ข่าวนี้ที่ 1

กูรูหั่นกำไรบจ.เหลือ 1.07 ล้านลบ. ลุ้นดัชนีทะลุ 1,800 จุด

กูรูหั่นกำไรบจ.เหลือ 1.07 ล้านลบ. ลุ้นดัชนีทะลุ 1,800 จุด

 "เอเซีย พลัส" หั่นเป้ากำไร บจ.ปีนี้เหลือ 1.07 ล้านล้านบาท จากเดิม 1.1 ล้านล้านบาท หลังผลงานครึ่งปีแรกต่ำกว่าคาด เหตุบจ.บางแห่งมีดอกเบี้ยจ่ายสูงจากการเข้าซื้อกิจการ ส่วนปี 62  มองกำไรที่ 1.15 ล้านล้านบาท  ขณะที่โค้งสุดท้ายปีนี้คาดตลาดหุ้นไทยแกว่งในกรอบ 1,790-1,848 จุด หากมีเงินไหลเข้าชัดเจน จับตาความเสี่ยงจากสงครามการค้าและความชัดเจนเลือกตั้ง

*** หั่นกำไรบจ.ปีนี้เหลือ 1.07 ล้านลบ.
     นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยว่า  สายงานวิจัยฯ  ได้ปรับลดประมาณการกำไร บจ.ปี 2561 ลงราว 2.65 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 2.4% จากเดิม ส่งผลให้กำไรสุทธิของบจ.ปีนี้ลดลงมาอยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) 108 บาทต่อหุ้น เติบโต 10.3% จากปีก่อน จากเดิมที่เคยทำไว้ 1.1 ล้านล้านบาท หรือ EPS 110.78 บาทต่อหุ้น นื่องจากกำไรบจ.งวดครึ่งปีแรก คิดเป็น 50% ของประมาณการทั้งปี 2561  พบว่า บางบริษัทบันทึกรายการพิเศษขนาดใหญ่, บางบริษัทกำไรดำเนินงานต่ำกว่าคาด, บางบริษัทไปซื้อกิจการ ส่งผลให้เกิดภาระดอกเบี้ยจ่ายสูง กดดันกำไร อาทิ หุ้น TRUE บันทึกกำไรพิเศษขายสินทรัพย์ให้ DIF ,TU รายการพิเศษชดเชยวอลมาร์ท 44 ล้านเหรียญ ,GGC บันทึกค่าใช้จ่ายความเสียหายสต็อกล่องหน
    ขณะที่ในปี 2562 ได้ปรับลดประมาณการกำไรบจ. ลงเล็กน้อยราว 3.1 พันล้านบาท หรือ 0.27% จากประมาณการเดิม ส่งผลให้กำไรปีหน้า อยู่ที่ 1.15 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น EPS ราว 115.5 บาทต่อหุ้น เติบโต 6.9% จากปีนี้ ทั้งนี้ แม้ว่าสายงานวิจัยฯ ปรับลดประมาณการกำไรตลาดหุ้นไทยลง แต่อัตราการเติบโตใกล้เคียงตลาดหุ้นภูมิภาค  
 
*** โค้งสุดท้ายตลาดหุ้นยังผันผวน
    ฝ่ายงานวิจัย ยังมองว่า ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ มีทั้งปัจจัยบวกและลบเข้ามา ทำให้มองว่าตลาดหุ้นไทยจะแกว่งตัวสูง ในกรอบ 1,620-1,733 จุด แต่เปิดช่องให้ดัชนีฯ ขึ้นไปแตะระดับ 1,790-1,848 จุดได้ หากเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจน
    “โค้งสุดท้ายของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยยังผันผวนสูงมาก ฝั่งของปัจจัยลบที่ยังมีน้ำหนักมาก ก็คือสงครามการค้า โดยเฉพาะสหรัฐฯ กับจีน ยังไม่มีทีท่าจะผ่อนคลาย กระทบการค้าและเศรษฐกิจโลกช่วงปลายปีนี้และปีหน้าแน่นอน ส่วนฝั่งของปัจจัยบวก ก็คือการเลือกตั้งในบ้านเรา” นาง ภรณี กล่าว

*** สงครามการค้ายังเสี่ยง
     ขณะนี้สงครามการค้าขยายตัววงกว้าง และพบว่ายอดวงเงินในการกีดกันการค้าสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน สูงถึง 2.5 แสนล้านเหรียญฯ ผลักดันให้ต้นทุนสูงขึ้น และทำให้อัตราเงินเฟ้อขยับขึ้น เชื่อว่าผลกระทบจากสงครามการค้า จะกระทบการค้าโลกชัดเจนปลายปีนี้ และกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจนในปี 2562  
    นอกจากนี้เศรษฐกิจโลก ยังมีปัญหาค่าเงินของประเทศในตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง ซึ่งเกิดจากปัญหาพื้นฐานของประเทศ ทั้งการขาดดุลการค้า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ภาระหนี้ต่างประเทศ ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีน้อย กดดันให้ค่าเงินตกต่ำ เช่น ตุรกี เวเนซุเอล่า และอาร์เจนติน่า เป็นต้น
    ส่วนประเทศในเอเชีย ส่วนใหญ่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะไทยที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด และเกินดุลการค้าติดต่อกัน 4 ปี มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ยกเว้นบางประเทศ เช่น อินเดีย มีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนานเกิน 13 ปี ขาดดุลการค้าตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ระดับต่ำ รวมถึงอินโดนีเซีย ที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันราว 6 ปี มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อหนี้ต่างประเทศต่ำ
    จากนี้ไปเป็นปีแห่งการเฝ้าสังเกตผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ที่มีต่อเศรษฐกิจโลก โดยถือว่าในช่วงนี้เป็นการเข้าสู่รอบปีที่ 10 นับจากเกิดวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐฯ เมื่อช่วงปี 2551-2552

*** เลือกตั้งหนุนระยะสั้น
    สำหรับปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย คือ การเมืองในประเทศคลี่คลายลง หลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มา ส.ว.และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2561 ทำให้กำหนดการเลือกตั้งมีความชัดเจน กล่าวคือ การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นภายในกรอบเวลา 240 วัน ซึ่งหากพิจารณาจากเงื่อนไขของเวลาแล้ว การเลือกตั้งอาจเป็นได้ทั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 หรือวันที่ 31 มี.ค. 2562 แต่ต้องไม่เกินวันที่ 5 พ.ค. 2562 
    "คาดว่าพรบ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.จะมีผลบังคับใช้ 11 ธ.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้เกิดการปลดล็อกการทำกิจกรรมทางการเมือง พรรคการเมืองเริ่มหาเสียงได้" 
    โดยภาพรวมของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ปัจจุบันถือได้ว่าความเสี่ยงที่จะทำให้การเลือกตั้งทั่วไปไม่เกิดขึ้นนั้นน้อยลง จากนี้ไปการประกาศปลดล็อคการเมือง น่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่สถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้ง ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไป  

*** แนะลงทุนหุ้นพึ่งศก.ในประเทศ
    กลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดที่ยังผันผวนสูงดังกล่าว แนะนำเน้นหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ จากกระแสเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 1/2562  คือ
     หุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคในประเทศ ได้แก่ BJC, ADVANC, DTAC กลุ่มวัสดุก่อสร้างและที่อยู่อาศัย ได้แก่ DCC, SEAFCO, LPN 
    กลุ่มสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ EASTW, BGRIM, RJH กลุ่มสื่อนอกบ้าน และมีเงินสดสุทธิ ได้แก่ MACO รวมถึงหุ้นส่งออกที่คาดกำไรโดดเด่นในไตรมาส 2/2561 แต่ราคาหุ้นยัง Laggard  ได้แก่ TU, CPF
     
*** คาดจีดีพีปีหน้าโต 4.5%
    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทย?ปีนี้ จะขยายตัวในอัตรา  4.4% มาจากการส่งออกทั้งขยายตัวดี และจากการบริโภค การลงทุน ส่วนปี 62 ขยายตัว  4.5%  มองการเติบโตของการส่งออกอาจชะลอจากปีนี้ซึ่งมีฐานสูง และลุ้น Fund Flow กลับเข้ามาลงทุน
    ขณะที่ประเมิน ธนาคารกลางสหรับ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ในปี 2562 และ 2563 มีแผนขึ้นดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง และ 2 ครั้ง ตามลำดับ โดยเชื่อว่ากรอบการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด น่าจะหยุดไว้ที่เพียงปี 2562 เพราะการกีดกันการค้ากระทบผู้บริโภค และภาคการผลิตในวงกว้าง น่าจะกดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชะลอตัวในปี 2562







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด