ข่าวนี้ที่ 1

กนง.คงดอกเบี้ยที่ 1.75% หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 3.8%

กนง.คงดอกเบี้ยที่ 1.75% หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 3.8%

     "คณะกรรมการนโยบายการเงิน" มีมติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี หลังมองเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ใกล้เคียงกับศักยภาพ พร้อมหั่นเป้าจีดีพีไทยปีนี้เหลือโต 3.8% จากเดิมที่คาดไว้ 4% ผลจากเศรษฐกิจโลกชะลอ และการส่งออกปีนี้ที่คาดเหลือโต 3% จาก 3.8% แถมวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่อาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านสงครามการค้า

*** กนง.มีมติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย 1.75%

    นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง.มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี สำหรับสาเหตุที่กนง.ยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75% เนื่องจากเห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงศักยภาพแม้ว่าจะชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้ จากอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอลง ด้านอุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินว่า อย่างไรก็ตาม กนง.ยังเห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ประกอบกับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยในประเทศที่สูงขึ้นในปัจจุบัน  

*** หั่นเป้าจีดีพีเหลือโต 3.8% ส่งออกโตแค่ 3%

    ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ ปรับลดคาดการณ์ลงมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิมคาดที่ 4% ขณะที่ในปี 2563 คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ 3.9% ด้านส่งออกปรับลดลงมาอยู่ที่ 3% จากเดิมคาดขยายตัวได้ 3.8% ขณะที่ปี 2563 คาดว่าส่งออกจะขยายตัวได้ 4.1% ส่วนการนำเข้าในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.1% และเพิ่มเป็น 4.8% ในปี 2563

*** คงเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ที่ 1%, ปี 63 คาด 1.1%
    
    ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2562 คาดว่าจะอยู่ที่ 1% และเพิ่มเป็น 1.1% ในปี 2563 ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.8% และเพิ่มขึ้นเป็น 0.9% ในปี 2563
    อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ประมาณการเศรษฐกิจไทยจะปรับลดลงบ้าง แต่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องใกล้เคียงศักยภาพตามแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศ โดยการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ตามรายได้ครัวเรือนทั้งในและนอกภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
    “เศรษฐกิจไทยแม้จะชะลอลง แต่ยังโตเต็มศักยภาพ โดยยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตาม แต่ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นช่วงใกล้วันเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ดังนั้นการแถลงข่าวจึงไม่ขอตอบคำถามในเรื่องนี้”นายทิตนันทิ์ กล่าว
    ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทยและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความเชื่อมั่นด้านการลงทุนที่อยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่การส่งออกสินค้าชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน  

*** ชี้สงครามการค้า ยังเป็นปัจจัยเสี่ยง

    ทั้งนี้  กนง.จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศ จากทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน และเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ รวมทั้งจะติดตามความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
    “ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ภาคเอกชนยังสามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง โดยสินเชื่อขยายตัวต่อเนื่องทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ กนง.จึงให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด”นายทิตนันทิ์ กล่าว
    ส่วนระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต กนง.เห็นว่ามาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไปและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาจะช่วยดูแลการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าที่ควร แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการจากตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย การปรับตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ การขยายสินทรัพย์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมทั้งทิศทางการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร

*** กรุงศรี เชื่อกนง.จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้
    
    กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) มีความเห็นต่อการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หลัง กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าและซื้อขายแถวระดับ 31.77 ต่อดอลลาร์ โดยมองว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ได้จบลงแล้วและคาด กนง.จะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้
    นับตั้งแต่ต้นปี เงินบาทแข็งค่า 2.4% ซึ่งเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่แข็งค่าเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ทั้งนี้ คณะกรรมการ กนง.มองว่า เงินบาทอาจจะผันผวนตามปัจจัยระยะสั้นคือ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการเลือกตั้งของไทยในวันอาทิตย์นี้ หลังจากเงินบาทอ่อนค่าลงจากที่ประชุมก่อนหน้าแต่ยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค
    คณะกรรมการ กนง. มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับศักยภาพ แม้ว่ามีการชะลอตัวจากอุปสงค์ต่างประเทศ ขณะที่ความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศและในประเทศมีเพิ่มมากขึ้น ความเห็นของกนง. มีแนวโน้มเป็นเชิงบวกน้อยลง โดยในอนาคตข้างหน้า ต้องมีการประเมินความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินด้วยเครื่องมือหลายแบบ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มาตราการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่นเดิม ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่า ในปีนี้ เศรษฐกิจไทยและยอดส่งออกจะขยายตัวที่ 3.8% และ 3.0% ตามลำดับ
    คณะกรรมการ กนง. มีกำหนดการประชุมรอบถัดไปในวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 โดยผลการลงมติเป็นเอกฉันท์เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเรา ดังนั้น เราจึงปรับมุมมองในเรื่องของนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งอาจเป็นโอกาสที่ปล่อยไปในช่วงที่ธนาคารกลางต่างๆ เริ่มระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายยังย้ำถึงความกังวลในเรื่องความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน ความไม่แน่นอนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ดูเหมือนไปทางสายพิราบมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณของการสิ้นสุดของการปรับดอกเบี้ยนโยบายให้เป็นปกติ โดยกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็สต์ มองว่า คณะกรรมการกนง. น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด