ข่าวนี้ที่ 1

กูรูคัด 20 หุ้น รับผลดีตั้ง SEF ชี้ AOT-PTT-ADVANC แจ่มสุด

กูรูคัด 20 หุ้น รับผลดีตั้ง SEF ชี้ AOT-PTT-ADVANC แจ่มสุด

    สศค. ชง รมว.คลัง พิจารณาตั้งกองทุน SEF ทดแทน LTF ภายในต.ค.นี้ ด้านบล.เอเซีย พลัส คาดหากไม่มี SEF ทำเม็ดเงินหายจากตลาดหุ้นกว่า 3 หมื่นลบ. ฉุดดัชนีลดลง 6% แต่หากจัดตั้งกองทุนสำเร็จ มี 20 หุ้นได้รับอานิสงส์ จากการเพิ่มน้ำหนักลงทุน นำโดย AOT-PTT-ADVANC-SCC-DIF-PTTEP-TRUE-CPF-EA-SCB-PTTGC-CPN-HMPRO-RATCH-DTAC-BEM-TOP-BTSGIF-JASIF-DELTA

*** สศค.เตรียมชง SEF ให้รมว.คลัง เดือนนี้

    นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า  ถึงความคืบหน้าของกองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) ตามที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เสนอ เพื่อทดแทนกองทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาในรายละเอียด ซึ่งคาดว่าจะเสนอให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาได้ภายในตุลาคมนี้

    “ข้อเสนอของ FETCO เราก็นำมาพิจารณาอย่างเหมาะสมมากที่สุด แต่คงยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ แต่จะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาเร็วที่สุดภายในเดือนตุลาคมนี้”นายลวรณ กล่าว

*** 'สรรพากร' มั่นใจสรุปรูปแบบกองทุนทันตามกำหนด

    นายปิ่นสาย สุรัสวดี ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้ กรมสรรพากร อยู่ระหว่างหารือร่วมกับ สศค. ถึงแนวทางการออกกองทุนใหม่ เพื่อทดแทนกองทุน LTF ที่จะหมดสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงสิ้นปีนี้ โดยยืนยันว่า จะไม่มีการขยายสิทธิประโยชน์ผ่านกองทุนเดิมแน่นอน

    ส่วนรูปแบบกองทุนใหม่จะเป็นอย่างไร จะเป็น SEF หรือไม่ยังไม่สามารถระบุได้ แต่คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

     “เราพิจารณารอบด้านทั้งข้อเสนอของ FETCO รวมถึงแนวทางอื่นๆด้วย ในด้านของการให้สิทธิประโยชน์ แต่รูปแบบจะเป็นแบบไหนอยู่ในขั้นของการพิจารณาร่วมกับสศค.”นายปิ่นสาย กล่าว
    

    สำหรับแนวทางของ SEF ของ FETCO ประกอบด้วย สามารถเพิ่มวงเงินการลงทุนสูงสุดได้ 30% จากเดิม15% ของรายได้พึงประเมิน และยอดรวมไม่เกิน 250,000 บาท จากเดิม 500,000 บาท เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้มีรายได้สูง กับผู้มีรายได้ปานกลาง-รายได้ต่ำให้ได้รับประโยชน์มากขึ้น และอายุถือกองทุน 7 ปีปฏิทิน ซึ่งกำหนดสัดส่วนการลงทุน 65% ให้ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือกลุ่มหุ้นยั่งยืนที่ดำเนินธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และมีธรรมาภิบาล

*** ASP คาด SEF ทำเม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นกว่า 3 หมื่นลบ. 

    นายภารดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์เชิงปริมาณ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า คาดว่าหากมีการเปลี่ยนจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF เป็นกองทุน SEF จะส่งผลให้มีเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นลดลงเหลือปีละประมาณ 30,000 ล้านบาท จากเดิมที่ LTF มีเงินลงทุนในหุ้นประมาณ 66,000 ล้านบาท เนื่องจากกองทุน SEF จะเน้นเจาะกลุ่มนักลงทุนที่มีฐานเงินเดือนและเม็ดเงินลงทุนต่ำกว่า LTF
    

    "ในกรณีที่ไม่มีการต่อต่ออายุสิทธิลดหย่อนภาษี LTF และไม่มี SEF เข้ามาทดแทนคาดว่าจะส่งผลให้เม็ดเงินที่เคยเขัาลงทุนในตลาดหุ้นหายไปทุกๆ 1 หมื่นลัานบาทจะกระทบดัชนีตลาด ณ ขนาดนั้นลดลง 2% ดังนั้น หากไม่มีการต่ออายุ LTF และไม่มี SEF เขัามาแทนเม็ดเงินที่เคยเข้าลงทุน 3.3 หมื่นลัานบาทต่อปี จะกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นลดลงราว 6%" นายภารดร กล่าว

***  คัด 20 หุ้น รับประโยชน์จาก SEF แทนที่ LTF
 
    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ ถึง หุ้นที่ได้ประโยชน์ หากกองทุน SEF เข้ามาแทน LTF ชอบ PTTEP, JWD โดยทางสภาธุรกิจตลาดทุน (FETCO) ได้ทำการยื่นเสนอกองทุนรวมเพื่อการลงทุนระยะยาวแบบใหม่ ในช่วงต้น ส.ค. 2562 เพื่อมาทดแทนการลงทุน LTF ในปัจจุบันที่จะหมดอายุในปีนี้
    
    ลักษณะของกองทุนใหม่ คือ กองทุนหุ้นยงั่ ยืน หรือ กองทุน SEF (Sustainable Equity Fund) คัดเลือกจากบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG) ของบริษัทในการตัดสินใจลงทุนควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของบริษัท
     
    กองทุน SEF มีความแตกต่างกับ LTF 2 ส่วนหลักๆ คือ วงเงินลงทุนเพื่อใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีและนโยบายการลงทุนของกองทุน โดยในฝ่ายวิจัยจึงขอนำเสนอเฉพาะในส่วนของ การค้นหาหุ้นที่ได้ประโยชน์ หากเปลี่ยนมาใช้กองทุน SEF แทน

    ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะมีการโยกเม็ดเงินจากสัดส่วน 65% ของกองทุน LTF ที่เคยถือหุ้นไทยอะไรก็ได้ ซึ่งในตลาดมีหุ้นจดทะเบียนทั้งสิ้นกว่า 780 บริษัท ทั้ง ในดัชนี SET และ MAI รวมกัน มาลงทุนในหุ้นยั่งยืนของไทย หากพิจาณาจากดัชนี SETTHSI หรือ SET Thailand Sustainability Investment มีทั้งสิ้นเพียง53 บริษัท บวกกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานในตลาด 8 บริษัท สังเกตได้ว่า จำนวนหุ้นในนโยบายการลงทุนในบบใหม่น้อยกว่าแบบเดิมมาก ทำให้ต้องมีหุ้นหลายๆบริษัท ได้รับประโยชน์จากการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนมากขึ้น
   

    ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงทำการค้นหาว่าจะมีหุ้นอะไรได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว เริ่มต้นจากนำกองทุน LTF ทั้งหมด 93 กองทุนมาแจกแจง พร้อมกับเปรียบเทียบกับสัดส่วน Market Cap ของหุ้นในดัชนีSETTHSI รวมกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ได้ผลลัพธ์ 20 +4 หุ้น กล่าวคือ 20 หุ้นแรกมีโอกาสที่กองทุนจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากสุดในระยะถัดไป ส่วนอีก 4 หุ้น เป็นหุ้นอยู่นอกตาสายของกองทุน แต่ถูกนำมาคำนวณในดัชนี SETTHS

*** 20 หุ้นที่มีโอกาสถูกกองทุนเพิ่มนํ้าหนักในการลงทุนมากที่สุด

หุ้น %ลงทุนจาก LTF %SETTHSI+ %ที่จะถูกเพิ่มน้ำหนัก
    กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน
AOT 4.86 10.45 5.59
PTT 8.48 13.23 4.75
ADVANC 3.63 6.49 2.87
SCC 2.75 4.98 2.22
DIF 0 1.85 1.85
PTTEP 3.15 4.97 1.82
TRUE 0.32 1.94 1.62
CPF 0.77 2.31 1.54
EA 0.28 1.78 1.5
SCB 2.77 4.05 1.28
PTTGC 1.32 2.44 1.12
CPN 1.84 2.91 1.07
HMPRO 1.42 2.24 0.82
RATCH 0.22 1.03 0.81
DTAC 0.59 1.36 0.78
BEM 1.04 1.68 0.65
TOP 0.8 1.44 0.64
BTSGIF 0 0.64 0.64
JASIF 0 0.6 0.6
DELTA 0.02 0.62 0.6

ที่มา Morningstar , SET , ASPS

*** 4 หุ้นที่กองทุน LTF ไม่เคยลงทุน และมีโอกาสถูกเพิ่มนํ้าหนัก หากนำ SEF มาแทน

  %ลงทุนจาก LTF %SETTHSI+ %ที่จะถูกเพิ่มน้ำหนัก
กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน
PTG 0 0.31 0.3
JWD 0 0.09 0.09
THCOM 0 0.05 0.05
PM 0 0.05 0.05

ที่มา Morningstar , SET , ASPS
    
    ดังนั้นหากมีความคืบหน้าประเด็นการนำกองทุน SEF มาแทน LTF คาดเม็ดเงินจะค่อยๆ ถูกโยกย้ายมาลงทุนตามสัดส่วนในระยะถัดไป จากทั้ง 2 ตารางมีหุ้นที่ฝ่ายวิจัยชื่นชอบ ณ เวลานี้และอยู่ในพอร์ตจำลอง 2 บริษัท คือ
    

    PTTEP(FV@B 166) เดิมกองทุน LTF ทั้งประเทศ 93 กองทุน ถือรวมกันอยู่ 3.15% ยังน้อยกว่าสัดส่วน Market Cap. หุ้นในดัชนี SETTHSI + กองทุนโครงสร้างพืน้ ฐานรวมกัน ที่ 4.97% ดังนั้น มีโอกาสสูงที่กองทุนจะต้องลงทุนเพิ่มใน PTTEP ราว 1.82% คิดเป็นเม็ดเงิน 7.1 พันล้านบาท ในมุมพื้นฐานคาดงวด 3Q62 ปริมาณขายจะเพิ่มขึน้ ราว 6.0%qoq จากงวดก่อนหน้า มาอยู่ราว 3.56 แสนบาร์เรลต่อวัน เพราะจะรับรู้โครงการ Murphy เข้ามาเป็นไตรมาสแรก แต่ต้นทุนต่อหน่วยที่คาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 32-33 จาก 31 เหรียญฯต่อบาร์เรลในงวดก่อนหน้า อาจกดดันกำไรปกติให้ปรับตัวลดลงจาก 2Q62
    

    ในส่วนกำไรสุทธิคาดรับผลประโยชน์ทางภาษีจากค่าเงินบาทแข็งค่า โดยทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายทางภาษี 100 ล้านเหรียญฯ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบอิงดูไบเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี 62.34 เหรียญฯ/บาร์เรล ใกล้เคียงกับสมมติฐานในปี 2562 ที่ฝ่ายวิจัยกำหนดไว้อย่างระมัดระวังที่ 60 เหรียญฯ/บาร์เรล บวกกับปัจจัยพื้น ฐานด้านปริมาณขายที่จะเพิ่มขึ้น จากโครงการใหม่ทยอยเกิดขึ้น จากการมุ่งเน้นขยายการลงทุนไปยังประเทศเพอื่ นบ้าน รวมถึงกลุ่มตะวันออกกลางในประเทศ UAE และ Oman ดังนั้นราคาหุ้นที่อ่อนตัว ลงมาอยู่ในระดับต่ำ และให้ Dividend Yield สูงราว 4.2% จึงถือเป็นโอกาสทยอยลงทุน
    
    JWD(FV@B 12.3) เป็นหุ้นนอกสายตาที่กองทุน LTF ทัง้ ประเทศ 93 กองทุน ไม่มีการถือครองอยู่เลย ขณะที่ในดัชนี SETTHSI + กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้น้ำหนักลงทุนในหุ้น JWD อยู่ที่ 0.09% จึงมีโอกาสสูงที่กองทุนจะเพิ่มการลงทุนทันที คิดเป็นเม็ดเงิน 300 ล้านบาท
    

    ส่วนของปัจจัยพื้นฐาน คาดกำไรปี 2562 เติบโตสูงถึง 37% YoY เท่ากับ 345 ล้านบาท ผลักดันจากธุรกิจโลจิสติกส์จะเข้าช่วงฤดูกาล High Season ช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้การเดินหน้าโครงการท่าเรือมาบตาพุตเฟส 3 จะหนุนให้มีห่วงโซ่อุปทานด้านปิโตรเคมีและสินค้าเคมีภัณฑ์จากต่างประเทศมาจัดเก็บในคลังสินค้าของ JWD เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพธุรกิจของ JWD สดใสอย่างมาก และเติบโตต่อเนื่องไปอีก 3 ปีข้างหน้า จากผลของ Synergy บริษัทร่วมทุน คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี CAGR 13% (ทั้งนี้ยังไม่รวมถึง Synergy ที่จะเกิดขึน้ จากการร่วมมือกับ Strategic Partner ในต่างประเทศ)







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด