ข่าวนี้ที่ 1

FETCOปลื้ม!ความเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งรอบ 4 เดือน ส่งซิกเงินฝรั่งไหลเข้า

FETCOปลื้ม!ความเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งรอบ 4 เดือน ส่งซิกเงินฝรั่งไหลเข้า

"สภาธุรกิจตลาดทุนไทย" เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ประจำเดือน ก.พ. พุ่งขึ้นแรง 25.07%  เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน มาอยู่ที่ 116.76   จากความเชื่อมั่นที่จะมีการเลือกตั้ง  เศรษฐกิจโตต่อเนื่อง ด้าน "ตลาดหลักทรัพย์ฯ"  ยอมรับเริ่มเห็นสัญญาณเงินทุนต่างชาติไหลกลับ  สะท้อนจากดัชนีหุ้นไทย ม.ค.ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ ขณะที่ผลประชุม กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1.75% จับตาผลกระทบสงครามการค้า   

*** ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งรอบ 4 เดือน
    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ว่  ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน  อยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) เช่นเดิม โดยเพิ่มขึ้น 25.07% มาอยู่ที่ระดับ 116.76  โดยผลสำรวจพบว่านักลงทุนเชื่อมั่นสถานการณ์การเมืองที่มีการกำหนดวันเลือก ตั้งที่ชัดเจนและภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ติดตามความคืบหน้าผลการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และติดตามเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งเป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่น นักลงทุน
    โดย ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ และดัชนีนักลงทุนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ Zone ร้อนแรง (Bullish)  ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนรายบุคคลปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ Zone ทรงตัว (Neutral)  ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ลดลงมาอยู่ใน Zone ทรงตัว (Neutral)
     หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM)  หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA) 
    ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ทางการเมือง ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

***  SET พุ่งจาก เลือกตั้ง-ศก.หนุน
    นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ในช่วงเดือนมกราคม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดเดือนมกราคม จากระดับต่ำสุดของเดือนมกราคมที่ 1,560 จุดในช่วงต้นเดือน ก่อนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียงสูงสุดของเดือนมาอยู่ที่ 1,624 จุดในช่วงปลายเดือน โดยทิศทางการลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า มาจากความชัดเจนของการประกาศวันเลือกตั้งในประเทศ และความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจในประเทศ การไหลเข้าออกเงินทุนระหว่างประเทศที่มียอดซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย สำหรับเดือนมกราคม รวมถึงความกังวลที่ลดลงจากการส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นนโยบายทางการเงินของ สหรัฐและทิศทางการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่แม้ยังไม่คืบหน้า แต่นักลงทุนยังมีความคาดหวังผลการเจรจาในทิศทางที่ดีขึ้น 
    อย่างไรก็ตาม ผลการเจรจานโยบายทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน สถานการณ์ทางการเมือง เสถียรภาพของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ และผลกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง เป็นปัจจัยความเสี่ยงที่นักลงทุนติดตามมากที่สุดเช่นกัน สำหรับปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องพิจารณา ได้แก่ การพิจารณาข้อตกลง BREXIT กับ EU ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ตัวเลขเศรษฐกิจของกลุ่ม EU ที่ออกมาต่ำกว่าคาด และนโยบายเศรษฐกิจของจีนจากภาวะเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลง และผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและประเทศในภูมิภาค แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน ของดอลลาร์สหรัฐ 
    กลุ่มหลักทรัพย์ที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด คือ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) หมวดธนาคาร (BANK) และหมวดพาณิชย์ (COMM) ขณะที่มองว่าหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA) และหมวดเหล็ก (STEEL) ไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด

 *** เงินต่างชาติเริ่มไกลกลับ
    นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากนี้ให้ติดตามสถานการณ์สงครามทางการค้า  นโยบายทางการเงินในตลาดโลก  สภาพคล่องและพื้นฐานเศรษฐกิจในตลาดโลก และการเมืองในแต่ละประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินทุนต่างชาติในระยะต่อไป
    นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  กล่าวว่า ภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์สำหรับเดือนม.ค. 2562   ดัชนีตลาดหลักทรัพย์  ปิดที่ 1,641.73 จุด เพิ่มขึ้น 5.0% จากสิ้นปี 2561 โดยกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มทรัพยากร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มบริการให้ผลตอบแทนมากกว่า SET Index โดยนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 6,581 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดส่วนใหญ่ในเอเชีย โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความคืบหน้าในการเจรจาเงื่อนไขทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ในขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ประกอบกับความชัดเจนในการกำหนดวันเลือกตั้งในไทย
    ทั้งนี้สิ่งที่น่าสนใจ คือตลาดหุ้นไทย ดีดขึ้นแรง จากที่เคยติดลบ 10.8% ในปี 2561  สะทอนว่าเริ่มเห็นสัญญาณเงินลงทุนต่างชาติ ไหลออกน้อยลง เพราะในเดือน ม.ค 2562 มีฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามา 214 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  อเป็นสัญญาณที่พลิกกลับค่อนข้างชัด ส่วนหนึ่งมาจาก sentiment ของตลาดที่นักลงทุนเริ่มกล้าเทความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  คงอัตราดอกเบี้ย  
              “ปีที่แล้วเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทย 287.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไปพักตลาดบอนด์ไทย 190.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทไม่อ่อนค่ากว่าประเทศอื่นมากนัก แต่สัญญาณในเดือน ม.ค.ตลาดหุ้นกลับเป็นบวกจากฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้ามาแล้ว 7.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกันตลาดบอนด์ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อาจเป็นระยะสั้นๆ ที่เข้ามาลงทุนในพันธบัตรระยะยาว แต่ก็ถือเป็นสัญญาณบวกทั้งสองตลาด” นายศรพล กล่าว

***  บลจ.ซีไอเอ็มบี แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้น Asia-Pacific
    นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่ กรอบตลาดหุ้นไทยปีนี้ คาดอยู่ที่ 1,600-1,850 จุด กำไรบริษัทจดทะเบียน(EPS Growth) เติบโต 7-8% โดยให้น้ำหนักหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ ,สุขภาพ และสาธารณูปโภค โดยมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ   เม็ดเงินลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยว ส่วนปัจจัยลบคือสงครามทางการค้า  Brexit และความผันผวนในตลาดหุ้นโลก 
     ด้านการลงทุนในประเทศแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้เอกชนมากขึ้น หลังจากหุ้นกู้ดังกล่าวเริ่มออกมามากขึ้นและอัตราดอกเบี้ยดีกว่าเดิมโดยเฉพาะหุ้นกู้ช่วงอายุ 2-5 ปี  นอกจากนี้ยังแนะนำเพิ่มน้ำหนักหุ้นใน Asia-Pacific โดยมอง EPS Growth 6-8% โดย Earnings Cuts พ้นจุดต่ำสุดได้ในช่วงครึ่งแรกปี 62 ด้านเฟดชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย และการย้ายฐานผลิตไปโซนเอเชียเหนือ และอาเซียน 
     อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยที่ชะลอตัว โดย REITs ในตลาดโลกคาดให้อัตราเงินปันผล 3-5% และในโซน  Asia-Pacific คาดให้อัตราเงินปันผล 5-6% โดยเฉพาะในไทยและสิงคโปร์กลุ่มอาคารสำนักงาน คลังสินค้

***  กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายตามคาด
    นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง.มีมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75% ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น ตามการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง ผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน รวมทั้งผลจากวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลง   ขณะที่การท่องเที่ยวมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด  การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้ครัวเรือนทั้งในและนอกภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น  การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน 
    “กนง.จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศ ทั้งจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ส่วนหนี้ครัวเรือนมองว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นในไตรมาส 4 จากไตรมาส 3 ที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 77.8% ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ กนง.มีมติให้คงดอกเบี้ยไว้ในครั้งนี้ด้วย”นายทิตนันทิ์ กล่าว 
    สำหรับภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง สถาบันการเงินทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และภาคเอกชนสามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง โดยสินเชื่อขยายตัวทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค 
     อัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบดอลลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเป็นสำคัญ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นในทิศทางเดียวกับสกุลเงินของกลุ่มประเทศเกิดใหม่และสกุลเงินในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม กนง. ยังมองว่า ในระยะข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนในต่างประเทศ คณะกรรมการจึงให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด 
      “ค่าเงินในตลาดการเงินโลก มองว่า ในระยะข้างหน้าจะมีความผันผวนจากปัจจัยต่างๆ ทั้ง Brexit - สงครามการค้า  ซึ่งธปท. จะติดตามเรื่องดังกล่าวใกล้ชิด และหากพบการเคลื่อนไหวที่รุนแรงผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ทางการจะเข้าไปบริหารจัดการทันที ”นายทิตนันทิ์ กล่าว 
      ทั้งนี้ หากมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้แรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศอาจชะลอลง กนง.เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายยังมีความเหมาะสมในระยะข้างหน้า โดยจะต้องติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป
 
*** กกร.คงคาดการณ์จีดีพีปีนี้โต 4.1% 
     นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 4.1% โดยเป็นผลจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ที่ถูกกระทบจากเรื่องส่งออก และการลงทุนภาครัฐ ขณะที่ การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนยังรักษาระดับการเติบโตไว้ได้ดีและคาดว่าจะเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจในปี 2562 ให้ขยายตัวได้ในกรอบประมาณการของ กกร. ที่ 4.0-4.3%
     ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องสงครามการค้า และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกของไทยในปี 2562 อาจขยายตัวชะลอลงมาอยู่ในกรอบประมาณการ กกร. ที่ 5-7% เทียบกับที่ขยายตัว 6.7% ในปี 2561 อย่างไรก็ตาม กกร. มีความเป็นห่วงเรื่องค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่าในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งหากเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกของไทยในปีนี้  
     ในระยะข้างหน้า ที่ประชุม กกร. จะติดตามสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ผลการเลือกตั้งทั่วไปและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ความคืบหน้าเรื่องข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และความไม่แน่นอนเรื่อง Brexit ตลอดจนทิศทางการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เพื่อประเมินผลต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด