ข่าวนี้ที่ 1

กนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์-กูรูรุมหั่นเป้าจีดีพี

กนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์-กูรูรุมหั่นเป้าจีดีพี

    "คณะกรรมการนโยบายการเงิน"  มีมติเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังเศรษฐกิจชะลอตัว เหตุไวรัสโคโรน่าระบาด ฉุดท่องเที่ยว-พ.ร.บ.งบฯปี 63 ล่าช้า  ด้านกูรู รุมหั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้ เหลือขยายตัว 2-2.5% จากหลายปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ส่วนโบรกเกอร์ มองหุ้นกลุ่มเช่าซื้อ-แบงก์-อสังหาฯ รับผลดีดอกเบี้ยต่ำ 

*** หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1%
     นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกนง.มีมติเอกฉันท์ ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เหลือ 1% ต่อปีโดยมีผลทันที ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
 
    การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ คณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมและต่ำกว่าศักยภาพมาก จากการระบาดไวรัสโคโรน่า ความล่าช้าของพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 (ต.ค.62-ก.ย.63) และภัยแล้ง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อตลอดช่วงประมาณการ

     ด้านเสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องประสานมาตรการทั้งการเงินและการคลัง คณะกรรมการจึงเห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น รวมทั้งสนับสนุนสภาพคล่องและการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลชัดเจนขึ้น

     ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มลดลงจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคด้วย สำหรับด้านอุปสงค์ในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากการประกาศใช้พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ล่าช้าและยังมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้ การบริโภคเอกชนยังได้รับแรงกดดันจากรายได้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มชะลอลงมากขึ้นทั้งครัวเรือนในภาคบริการ เกษตร และอุตสาหกรรม รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง
    
    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563-2564 มีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อตลอดช่วงประมาณการ ตามอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ชะลอลงตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงราคาพลังงานต่ำกว่าคาดเนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มลดลงจากการระบาดของไวรัสโคโรนา แม้อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดจะปรับเพิ่มขึ้นบ้างจากภัยแล้ง

*** จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดศก.
     คณะกรรมการ ให้ติดตามผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา ความล่าช้าของการเบิกงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 และภาวะภัยแล้งที่อาจรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ รวมทั้งสภาวะกีดกันทางการค้าและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

      “จากการประเมินว่า ครึ่งแรกของปีนี้จะได้รับผลกระทบแน่นอน จากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งผลกระทบเกิดขึ้นพอสมควรจึงทำให้กนง.ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ย แต่จะมากหรือน้อยคงต้องติดตาม ทั้งนี้จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้กนง.อาจปรับประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีนี้ในช่วงเดือนมีนาคม ”นายทิตนันทิ์ กล่าว

     มองไปข้างหน้า คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และภัยแล้ง เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม รวมทั้งจะติดตามปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบกับความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน

*** ติดตามอัตราแลกเปลี่ยน-เงินทุนเคลื่อนย้าย
     อย่างไรก็ตาม ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับผ่อนคลาย โดยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง แต่สินเชื่อภาคธุรกิจมีแนวโน้มชะลอลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจ

     ด้านอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าเงินบาทอ่อนค่าลงบ้างเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง แต่ยังไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย และมีแนวโน้มผันผวน

      “คณะกรรมการจะติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านต่างประเทศที่มีอยู่สูง รวมถึงให้ติดตามประสิทธิผลของการผ่อนคลายกฎเกณฑ์กำกับดูแลแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออก และสนับสนุนให้ธปท.ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมต่อเนื่องร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวเนื่อง”นายทิตนันทิ์ กล่าว

       ระบบการเงินโดยรวมมีความเปราะบางมากขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวโดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี คณะกรรมการเห็นว่ามาตรการทางการเงินการคลังต่างๆที่ภาครัฐและธปท.ได้เร่งดำเนินการเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุด

     ทั้งนี้ คณะกรรมการจะติดตามประสิทธิผลของมาตรการต่างๆอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามพฤติกรรมการก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอี พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ และการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร ดังนั้น คณะกรรมการ จึงเห็นว่าควรใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินร่วมกันในจังหวะที่เหมาะสม

*** กูรูรุมหั่นเป้าจีดีพีปีนี้
     นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2563 เผชิญความท้าทายจากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศจีน  จึงปรับลดคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจไทยลงมาที่ 2.0-2.5% จากเดิม 2.5-3.0% และ ปี 2562 ที่อยู่ 2.5%

     การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในจีนอยู่ในกรอบเวลา 3-6 เดือน เบื้องต้นผลกระทบจากรายได้ท่องเที่ยวหายไป 108,000-220,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจในห่วงโซ่ทั้งโรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร ค้าปลีก และ ขนส่ง ในขณะที่ผลกระทบอาจทำให้การส่งออกลดลงด้วย ซึ่งยังคงต้องติดตามสถานการณ์ และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป
 
    “เราปรับลดจีดีพีเป็นครั้งแรก จากเดิมจะประเมินทุกๆ 3 เดือน แต่ด้วยปัจจัยลบจากภายนอกรุนแรงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไวรัส ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวชัดเจน ไม่รวมส่งออก และ นำเข้าอีก อันนี้ คือ เราประเมินผลกระทบจากการระบาดในกรอบระยะเวลา 3 เดือน ส่วนปัจจัยในประเทศ มีเพียงงบประมาณที่ล่าช้าเท่านั้น ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าที่เราคาดไว้”นายสุพันธุ์ กล่าว

     นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)? เปิดเผยว่า  ได้ปรับลดเป้าหมายขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้หลือโต 2.2% จากเดิม 2.8%  จาก 3 ปัจจัยเสี่ยง  ได้แก่ การระบาดของไวรัสโคโรน่า ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยว  ความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณปี 63   จากเม็ดเงินที่ไม่ถูกอัดฉีดเข้าระบบตามที่ควร  รวมถึงวิกฤตการภัยแล้งที่หนักที่สุดในรอบหลายปี เนื่องจากภาวะฝนแล้งจากปรากฎการณ์เอลนีโญ

     บริษัทประเมินว่า มีความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งผ่านนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน เพื่อพยุงเศรษฐกิจจากปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 63 นอกจากนี้  หาก กนง.ลดดอกเบี้ยลงแล้ว  เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น คาดว่ามีโอกาสที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก
 
    ส่วนเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ ยังคงกรอบ 1,450-1,650 จุด และ กำไรของบริษัทจดทะเบียน เติบโต 10% แต่ต้องติดตามปัญหาไวรัสโคโรน่าว่าจะมีความรุนแรง และยาวนานขนาดไหน เนื่องจากมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มพลังงานเป็นหุ้นขนาดใหญ่มีผลต่อดัชนี ซึ่งมีโอกาสที่จะปรับลดเป้าหมายดัชนี 

    ด้าน EIC ธนาคารไทยพาณิชย์   ประเมินผลกระทบจากโรคระบาด 2019-nCoV และความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี 63  จึงปรับลดคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้จาก 2.7% เหลือ 2.1% ในกรณีฐาน   อย่างไรก็ดี คาดว่าหากเศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลงมาก ภาครัฐก็อาจเข้ามาช่วยประคองเศรษฐกิจผ่านมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะต้องติดตามต่อไปว่าลักษณะและขนาดของมาตรการจะเป็นอย่างไร
 
*** KBANK จ่อลดดอกเบี้ยตาม
     นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า หากกนง.ปรับลดดอกเบี้ยลงในครั้งนี้ธนาคารก็ต้องปรับลดตาม โดยปกติจะปรับลดลงทั้ง 2 ขา คือ ดอกเบี้ยเงินฝาก และ ดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งขึ้นกับสภาพคล่องของแต่ละธนาคารเป็นหลัก

 “ ที่ผ่านมาเวลา กนง.ลดดอกเบี้ยลง ในส่วนธนาคารก็ต้องปรับลดดอกเบี้ยลง แต่จะระดับใด และ เมื่อไร ขึ้นกับสภาพคล่อง และ ธุรกิจของแต่ละธนาคาร”นายปรีดี กล่าว

*** หุ้น 4 กลุ่มรับผลดีดอกเบี้ยต่ำ
     บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และมีแรงหนุนหากมีการลดดอกเบี้ย ชอบ MCS KKP การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายยังคงเป็นหนึ่งในความหวังที่จะเยียวยาเศรษฐกิจจากหลากหลายปัจจัยแวดล้อมที่รุมเร้า ทัง้ ในไทยและต่างประเทศ ดังนั้น ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า มีโอกาสสูงที่ทาง กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งแรกของปี 2563

     ดังนั้นฝ่ายวิจัยได้ทำการคัดกรองหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และยังมีแรงหนุนหากมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 4 กลุ่ม ดังนี้

     กลุ่มเช่าซื้อ -ลิสซิ่ง เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่มีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราคงที่สูง (ยกเว้น IFS) ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมของกลุ่มฯ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้หรือเงินกู้ยืมจาก ธ.พ. ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ย ปรับตัวลดลงทำให้ต้นทุนของกลุ่มเช่าซื้อ ถูกลง โดยชื่นชอบ MTC(FV@B 71) มากสุดในกลุ่มฯ โดยคาดว่าธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถของบริษัทฯ ยังเติบโตได้ จากความต้องการใช้เงินเพิ่มขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายจะทยอยลดระดับลง จากการออกหุ้นกู้ใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ย น้อยกว่า 3.5% เพื่อเพิ่มการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ รวมถึงทดแทนหุ้นกู้ที่ใกล้จะครบกำหนดในปี 2563 มูลค่ารวมกว่า 8.7 พันล้านบาทที่มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงระหว่าง 3.6 – 4.2%

     กลุ่มธนาคารพาณิชย์(ขนาดเล็ก) มีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่สูง แต่มีโครงสร้างเงินฝากบางส่วนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวจึงเป็นบวกต่อ NIM อาทิ TISCO (SwitchFV@B91.0) และ KKP (FV@B79.5)

     กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะทำภาระในการผ่อนชำระต่องวดของผู้กู้ที่อยู่อาศัยลดลง ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และได้ Sentiment เชิงบวกจากมาตรการกระตุ้น คือ บ้านดีมีดาวน์ รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์จากเดิม 2% ของราคาประเมิน และค่าจดจำนองจากเดิม 1% ของมูลค่าที่จำนองเหลือ 0.01% สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยดีต่อ LH(FV@B12.30), PSH(FV@B18.5) และAP(FV@B8.9)

     หุ้นปันผลสูง การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย จะกดดันให้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ลดลง ในทางตรงข้ามมีโอกาสที่เม็ดเงินจะโยกย้ายมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้นปันผลสูง รวมถึงกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนอสังหาฯ ชื่นชอบ MCS, PSH, KKP, DIF และ POPF อีกทั้งหุ้นปันผลมักจะ Outperform ตลาดได้ดีในช่วงก่อนการขึ้นเครื่องหมาย XD ราว 2 เดือน โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 8% และมีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นบวกกว่า 80%

     ชี้ MCS, KKP น่าจะเป็นทางเลือกในการลงทุนระดับต้นๆ ในภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ โดยมีรายละเอียดทางพื้นฐานที่น่าสนใจ ดังนี้

     MCS(FV @ 14.20) ราคาหุ้นทรงตัว สวนทางกับ Earning Momentum ที่กำลังไต่ระดับขึ้นตั้งแต่ 4Q62 โดยคาดกำไรสุทธิเติบโตกว่า 46%YoY สนับสนุนด้วย Gross Margin ที่เพิ่มขึ้นกว่า 5% YoY จากจำนวนงานส่งออกที่มากขึ้นในหลายเมืองของญี่ปุ่น เช่น Shibuya, Toranomon, Mita, และ Omiya เป็นต้น ส่วนแนวโน้มผลประกอบการงวด 1Q63 เติบโตโดดเด่นทั้ง QoQ และ YoY โดยได้แรงหนุนจากงานขนาดใหญ่ อย่าง Toranomon หากพิจารณาทางด้าน Valuation มีความน่าสนใจ ทัั้ง PER ปี 2563 ที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 7 เท่า และ Dividend yield สูงกว่า 7% ต่อปี

     KKP(FV @ 79.50) ราคาหุ้นในปีนี้ปรับตัวขึ้น 3.5%ytd (Outperform กลุ่มฯและตลาด) และยังคาดหวังปันผลได้สูงถึง 6.6%ต่อปี โดยธุรกิจมีโครงสร้างรายได้เป็นดอกเบี้ยคงที่สูงถึง 60% ขณะที่โครงสร้างต้นทุนส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยลอยตัวกว่า 50% ทำให้ธุรกิจมีความได้เปรียบธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในภาวะดอกเบี้ยลดลง (โครงสร้างรายได้เป็นดอกเบีย้ ลอยตัวราว 60%) ในมุมของพื้นฐาน คาดกำไรสุทธิ ปี 2563 รายได้ค่าธรรมเนียมฯยังมีแรงหนุนจากงานวาณิชธนกิจ (IB) ที่มีขนาดใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ อย่าง CRC นอกจากนี้หากดู Market Cap ล่าสุดอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท (อยู่อันดับที่ 47 ของหุ้นใน SET50) ทำให้มีโอกาสสูงถูกคัดเข้าคำนวณในดัชนี SET50 ในรอบ 2H62 นี้

    ด้าน บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ระบุ  กนง.มีมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%  ส่งสัญญาณบวกในการดูแลภาคเศรษฐกิจ และหนุนให้เงินบาทชะลอการแข็งค่า ส่งผลบวกต่อ อาหารและเกษตร, ท่องเที่ยว รวมทั้งเช่าซื้อ เป็นผลบวกต่อ CPF, TU, STA, ERW, MINT, BAM, CHAYO







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด