ข่าวนี้ที่ 1

SET เดือนก.พ.จ่อพุ่ง 2.21% สารพัดข่าวดีหนุน-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

SET เดือนก.พ.จ่อพุ่ง 2.21% สารพัดข่าวดีหนุน-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

      โบรกฯ ประสานเสียง SET เดือนก.พ.สดใส ชี้ข่าวดีรอหนุนเพียบ ทั้ง กระแสเลือกตั้ง - ฤดูประกาศงบและจ่ายปันผลบจ. - ท่องเที่ยวฟื้น  พร้อมคาดเม็ดเงินนอกยังไหลเข้าต่อ หลังสงครามการค้าส่อแววคลี่คลาย เปิดสถิติเดือนนี้หุ้นไทยมีโอกาสขึ้นได้อีก 2.21%  มองกรอบ 1,600 -1,700 จุด จับตาน้ำมัน - Brexit - เงินบาทแข็งค่า เป็นปัจจัยเสี่ยง    

*** SET ก.พ. มีแต่ข่าวดี ลุ้นงบ- ปันผล บจ. 
    นาวสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,700 จุด โดยภาพรวมมีมุมมองเป็นเชิงบวกมีปัจจัยหลักมาจากการเลือกตั้ง โดยในช่วงวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์นี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งจะเห็นโฉมหน้าของผู้สมัครและนโยบายการหาเสียง ด้านนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นในเดือนมกราคมเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน ประมาณกว่า 6,000 ล้านบาทถือว่าส่งสัญญาณที่ดี มีแนวโน้มลุ้นเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าเพิ่มขึ้น 
     "ยังมีประเด็นการประกาศผลประกอบการของงวดปี 2561 และการประกาศจ่ายเงินปันผล ซึ่งต้องติดตามผลประกอบการว่าจะออกมาดีหรือไม่ หลังจากหุ้นกลุ่มแรกคือธนาคารพาณิชย์ที่ทยอยประกาศออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ "  นาวสาวธีรดา  กล่าว
    ด้านปัจจัยตลาดต่างประเทศปัจจุบันมีประเด็นปัญหาสงครามการค้า ถึงแม้ว่าล่าสุดจะมีการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ แต่ผลสรุปคือจะหาข้อตกลงกันอีกครั้งก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2562 ที่สหรัฐจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งหวั่นว่าอาจยืดเยื้อต่อ 
    ทั้งนี้แนะนำหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์การเลือกตั้งกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO ให้ราคาพื้นฐาน 10.10 บาท , กลุ่มที่มีปันผลน่าสนใจได้แก่ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP ให้ราคาพื้นฐาน 9 บาท และธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) หรือ KKP ให้ราคาพื้นฐาน 78 บาท นอกจากนี้จากสถานะการณ์ฝุ่นพิษในกรุงเทพฯ คาดว่าหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจะได้รับประโยชน์ แนะบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH ให้ราคาพื้นฐาน 21 บาท 

*** Fund Flow ไหลเข้าต่อ - ลุ้น SET บวกกว่า 2%   
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า  สรุป Fund Flow ในเดือน ม.ค. เริ่มไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นในภูมิภาค ด้วยมูลค่ารวม 7.15 พันล้านเหรียญ (หลังจากขายสุทธิหนักในปี 2561 กว่า 3.1 หมื่นล้านเหรียญ) และเป็นการซื้อสุทธิทุกประเทศ หนุนให้ตลาดหุ้นทั้ง 5 แห่ง ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น (รายละเอียดดังภาพทางด้านล่าง) และหากพิจารณาเฉพาะตลาดหุ้นไทย พบว่า ในเดือน ม.ค. 62 ให้ผลตอบแทนโดดเด่นไม่แพ้เพื่อนบ้านถึง 4.98% แม้ต่างชาติจะซื้อสุทธิน้อยสุดใน 5 ประเทศ 214 ล้านเหรียญ หรือ 6.72 พันล้านบาท แต่มีแรงซื้อจากสถาบันฯที่ช่วยหนุนอีกแรง โดยซื้อสุทธิถึง 1.0 หมื่นล้านบาท
    ส่วนแนวโน้ม Fund Flow ในเดือน ก.พ. คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสเดินหน้าต่อ จากสงครามการค้าที่ผอนคลายลง และยังสอดคล้องกับสถิติในอดีตย้อนหลัง 10 ปี ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.21% และเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 8 ใน 10 ปี
    โดยตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ระดับ 1,651 จุด เพิ่มขึ้น 9.67 จุด หรือ 0.59% มูลค่าการซื้อขาย 47,958.62 ล้านบาท  ด้านสัดส่วนนักลงทุน นักลงทุนสถาบัน  ซื้อสุทธิ 3,496.71 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์  ขายสุทธิ 236.67 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ  ซื้อสุทธิ 680.39 ล้านบาท  นักลงทุนทั่วไปขายสุทธิ  3,940.42 ล้านบาท 
 
*** คัด 4 กลุ่มหุ้นเด่น น่าลงทุน
    บล.ดีบีเอสฯ ได้แนะนำหุ้นรายกลุ่มที่น่าลงทุนในเดือนก.พ.นี้ จำนวน 4 กลุ่ม  โดยกลุ่มแรกคือ การเลือกตั้ง & การลงทุน เพราะเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะยังเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC เพราะเป็น Key growth สำคัญของเศรษฐกิจไทย หุ้นเด่นเดือนก.พ.เป็น CK, WHA, BBL, HMPRO, GLOBAL
    กลุ่มท่องเที่ยวฟื้นตัว เนื่องจากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนกลับมาบวกในเดือนธ.ค.61 และมีโมเมนตัมดีต่อใน Q1/62 กลุ่มที่ได้ประโยชน์เป็นสนามบิน สายการบิน โรงแรม ค้าปลีก หุ้นเด่นเดือนนี้เป็น ERW, TKN  
    กลุ่มแนวโน้มกำไร Q1/62  คาดกลุ่มพลังงานจะมีกำไรดีขึ้นใน Q1/62 เพราะราคาน้ำมันดิบรีบาวน์จากสิ้นปี 61 ทำให้จะมีกำไรจากสต๊อก (จากขาดทุนสต๊อกใน Q4/61) อย่างไรก็ดี ค่ากลั่นใน Q1/62 ลดลงโดยเฉพาะค่าการกลั่นน้ำมันเบนซิน ดังนั้นหุ้นเด่นจึงเป็นกลุ่มผลิตและสำรวจฯ แนะนำซื้อเก็งกำไรจังหวะราคาอ่อนตัวใน  PTTEP
              กลุ่มปันผลสูง เพราะหลังประกาศงบปี 61 บจ.จะประกาศปันผลด้วย ซึ่งหุ้นปันผลสูงที่น่าสนใจเป็น TISCO (Yield 6% จ่ายปีละ 1 ครั้ง), ANAN (Yield 6.5% จ่ายปีละ 2 ครั้ง), QH (Yield 6.5% จ่ายปีละ 2 ครั้ง), HANA (Yield 6% จ่ายปีละ 2 ครั้ง), HREIT (Yield 10% จ่ายปีละ 4 ครั้ง), WHART (Yield 6.5% จ่ายปีละ 4 ครั้ง) 

*** น้ำมัน - Brexit - บาทแข็ง เป็นปัจจัยต้องติดตาม 
    ปัจจัยต่างประเทศที่ติดตามในเดือนกุมภาพันธ์ คือราคาน้ำมัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะรีบาวด์หลังกลุ่มโอเปกทยอยลดการผลิตลงตามแผนที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน แต่ด้วยอุปทานที่สูงทำให้การปรับขึ้นจะยังจำกัด อย่างไรก็ดี เชื่อว่าราคาน้ำมันดิบ Q1/62 จะสูงกว่าระดับปิดสิ้นปี 61 ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานจะพลิกเป็นมีกำไรจากสต๊อกได้  รวมถึงทางการจีนอาจจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม  ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าหลังเฟดส่งสัญญาณไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ย และการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่อาจจะยังไม่จบแต่ก็มีความหวังว่าจะดีขึ้นกว่าช่วงก่อน และ Brexit มีโอกาสที่อังกฤษจะขอเจรจากับ EU เพื่อเลื่อนกำหนดวันออกจาก EU คือ 29 มี.ค.62 ออกไป 
    ส่วนปัจจัยในประเทศ  ติดตามรายงานกำไรปี 61 และประกาศปันผลบจ., 2) การเลือกตั้งชัดเจน หนุนความเชื่อมั่นและทำให้เม็ดเงินในระบบสะพัดขึ้น, 3) เงินบาทแข็งค่า กระตุ้นให้มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนไทย และเป็นบวกต่อบริษัทนำเข้าสุทธิ & บริษัทที่มีหนี้ต่างประเทศมากแต่มีรายได้รูปบาท, 4) ซื้อดักหุ้นที่จ่ายปันผลสูง ซึ่งกลุ่มเด่นเป็น สื่อสาร, พลังงาน, ที่พักอาศัย และ REITs 
    ด้าน ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ราคาน้ำมันที่อ่อนแอกว่าคาด, ผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนแย่กว่าที่ตลาดประเมินไว้, ปัญหาการเมืองโลก, NPL กลุ่มธนาคารปรับขึ้นเกินคาด, โครงการลงทุนขนาดใหญ่ล่าช้า และเม็ดเงินลงทุนเข้าตลาดเงินแทนตลาดหุ้น และแรงขาย Sell on fact
  
*** ท่องเที่ยว - จำนำทะเบียนรถ ข่าวดีหนุน  
    บล.เออีซี เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ (4-8 ก.พ.62) ยังมุมมองบวกต่อ SET Index หลังการเลือกตั้งมีความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ คาดช่วยกระตุ้นให้มีซื้อกลับจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นตาม เพราะดัชนีหุ้นไทย Laggard สุดในกลุ่ม TIP Market โดย Philippines เทรด Fwd PE ปีนี้ที่ 16.9x, Indonesia เทรด Fwd PE ปีนี้ที่ 14.8x และ ไทยเทรด Fwd PE ปีนี้ที่ 13.9x ดังนั้นเรายังคงแนะนำ 3 กลุ่มหุ้นเด่น + 1 กลุ่มหุ้นขนาดเล็ก ดังนี้
    1. กลุ่มท่องเที่ยว ปี 62 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 41.1 ล้านคน โต 7.5%YoY สร้างรายได้ 2.21 ล้านล้านบาท โต 10%YoY โดยแนวโน้มรายสัญชาติคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจีน 11.69 ล้านคน โต 11%YoY จากประเทศในอาเซียน 11.31 ล้านคน โต 10%YoY และจากยุโรป 6.90 ล้านคน โต 2%YoY (สำนักข่าวอินโฟเควสท์) แนะนำ CENTEL (แนวโน้มธุรกิจปี 62 บริษัทตั้งเป้าธุรกิจโรงแรมมีอัตราการเข้าพักสำหรับโรงแรมเดิมจะอยู่ในช่วง 83-85% ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักตั้งเป้าเติบโตประมาณ 4-6%YoY โดยรวมคาดรายได้รวมธุรกิจโรงแรมในปีหน้ายังคงเติบโต แม้ปีหน้าจะมีการปิดปรับปรุงโรมแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท (สมุย) ส่วนธุรกิจอาหารตั้งเป้าจะมีอัตราการเติบโตจากสาขาเดิม 3-4%YoY โดยมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้ง), ERW (คาดปี 62 ผลดำเนินงานมีทิศทางปรับดีขึ้น หลังผ่านพ้นช่วง Renovate ของโรงแรม JW Marriot ทำให้จำนวนห้องพักและราคาห้องเฉลี่ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้บริษัทมีแผนเปิดโรงแรมใหม่อีก 9 แห่ง โดยเน้นขยายในส่วนของ HOP INN ซึ่งตอบโจทย์ตลาดต่างจังหวัดได้ดี ตามเป้าหมายเพิ่มจำนวนโรงแรมเป็น 70 แห่งและจำนวนห้องที่ 9,559 ห้อง)และ AOTปี 61/62 คาดกำไรโต 15.3%YoY จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 1Q61/62 (ต.ค.-ธ.ค. 61) คาดกำไรจะยังโต YoYจากสถิติการบินที่สดใส โดยInternational Passenger เพิ่มขึ้น 3.32%YoY, Domestic Passenger เพิ่มขึ้น 2.0%YoY และจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 5.88%YoY
    2. กลุ่มจำนำทะเบียนรถ รับผลบวกจากกฎระเบียบมีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสรุปเบื้องต้นของธปท.ระบุถึงการควบคุมผู้ให้บริการในระดับประเทศได้แก่1) ผู้ประกอบการต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ลบ. 2) ไม่กำหนดวงเงินสินเชื่อขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ และ 3) อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 28% ซึ่งเรามองว่าไม่ได้ต่างไปจากที่ตลาดคาดก่อนหน้าแนะนำ SAWAD (คาดปี 62 กำไรโต 32.1%YoY จากแผนขยายสินเชื่อใหม่ 20-30%YoY สอดรับกับจำนวนสาขาที่จะเพิ่มขึ้นอีก 300-400 สาขาบวกกับรับรู้ผลของYield ที่ฟื้นตัวแบบเต็มปีและต้นทุนทางการเงินที่มีแนวโน้มลดลงหลังได้รับเงินเพิ่มทุนจากพันธมิตรราว 2,500-2,600 ลบ.), MTC (คาดกำไรปี 62 โต 31.9%YoY ทำ New High ต่อเนื่องหลังมีแผนเปิดสาขาใหม่อีก600 สาขาเพื่อเพิ่มพื้นที่บริการให้ครอบคุมมากขึ้นขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมี NPL ต่ำสุดในกลุ่ม) และ AMANAH (ปี 62 คาดกำไรยังโตต่อเนื่องหนุนด้วยการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยของสินเชื่อ ATM (Yield สูงกว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถแบบเดิม) มากขึ้นพร้อมทั้งเน้นขยายสินเชื่อใหม่ผ่านตัวแทนลดความจำเป็นของการเปิดสาขาใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงและคุมหนี้ NPL ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น)

*** กลุ่มนิคม - หุ้นเล็ก ยังเล่นได้  
    กลุ่มนิคมและสาธารณูปโภค: อานิสงส์บวกทั้งราคาขายและยอดขายพื้นที่ในเขต EEC โตเด่นแนะนำAMATA (ปัจจุบันมีพื้นที่รอการขาย 2,777 ไร่ และพื้นที่รอการพัฒนาอีกราว8,172 ไร่), WHA (ปี62 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 70%YoY ตามการเติบโตของทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจหลักโดยกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ปีนี้มีแผนขยายพื้นที่อาคารคลังสินค้าระดับพรีเมี่ยมอีก 2 แสนตารางเมตรเป็น 2.5 ล้านตารางเมตรรองรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซการบินและอากาศยานควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าสูงขึ้นโดยอาศัยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะและนวัตกรรมเข้ามาช่วย), EASTW ปี 62 คาดเห็นการฟื้นตัวของกำไรสอดคล้องไปกับการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมในเขต EEC ซึ่งทำให้ความต้องการใช้น้ำดิบในบริเวณดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นนอกจากนี้ในระยะยาวบริษัทยังมุ่งเพิ่มสัดส่วนจำหน่ายน้ำควบคุมคุณภาพ (มาร์จิ้นสูง) มากขึ้นโดยเซ็นสัญญาให้บริการแก่GULF (รับรู้รายได้ปี 63) และ AMATA (รับรู้รายได้ปี 64) 
              หุ้นขนาดเล็กที่คาดกำไรปี 62 โตเด่น บวกกับ Cheap Valuation ได้แก่ JMT (แนวโน้มกำไรโตต่อเนื่อง และบริษัทประกาศซื้อหนี้ไม่มีหลักประกันชุดใหม่มาบริหารมูลค่า 1 พัน ลบ. มีแผนเพิ่มสัดส่วนหนี้มีหลักประกัน หนุนยอดหนี้แตะ 1.4 แสน ลบ.และมีความสามารถในการจัดเก็บหนี้ที่อยู่ในเกณฑ์ดี), HARN (อานิสงส์ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น หนุนธุรกิจสินค้านำเข้ามีมาร์จิ้นดีขึ้น บวกกับ เป้าการเติบโตปี 61 ที่ 10.7%YoY และ ปี 62 ที่ 8.2%YoY Backlog ณ สิ้น 3Q61 ที่ 414 ลบ.)
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด