ข่าวนี้ที่ 1

TMB กำไรทะลัก 5.6 พันลบ. รับอานิสงส์ขายหุ้นบลจ.ทหารไทย

TMB กำไรทะลัก 5.6 พันลบ. รับอานิสงส์ขายหุ้นบลจ.ทหารไทย

    "ธนาคารทหารไทย" ประกาศงบไตรมาส 3/61 มีกำไร 5.59 พันลบ. พุ่ง 179% หลังบันทึกกำไรพิเศษจจากการขายหุ้น บลจ.ทหารไทย ให้กลุ่ม"อีสท์สปริง" แต่กำไรจากการดำเนินงานลดลง 29% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่สินเชื่อ-เงินฝากยังเติบโตดี ส่วนหนี้เสีย (NPL)ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 2.69% ลุยตั้งสำรองเพิ่ม หวังให้ฐานะการเงินแข็งแกร่ง  

*** กำไร Q3/61 พุ่ง 179% บุ๊คขาย บลจ.ทหารไทย
    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/61 มีกำไรสุทธิ 5,594.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  179.2 % จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,003 ล้านบาท   โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเป็นจานวน 6,133 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย  0.5% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แต่ลดลง  1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)   ส่วนมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเป็นจำนวน 14,482 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  368.1% จากไตรมาสก่อนหน้าและ  354.9% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักจากการรับรู้กำไรจากดีล บลจ.ทหารไทย ซึ่งประกอบด้วย กำไรจากการขายหุ้น บลจ.ทหารไทย  65%  จำนวน 7.6 พันล้านบาท และกำไรจากการเปลี่ยนแปลงการควบคุมจากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม  35% จำนวน 4.2 พันล้านบาท
    ส่งผลงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 9,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 6,429 ล้านบาท  โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ (PPOP) อยู่ที่ 26,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานหลักยังคงทรงตัว ซึ่งจาก PPOP ที่สูงขึ้น ธนาคารจึงดำเนินการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นจากระดับปกติ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ IFRS 9 และเพื่อดูแลคุณภาพสินทรัพย์  

*** สินเชื่อ-เงินฝาก โตดีต่อเนื่อง
    สำหรับผลดำเนินงานหลักงวด 9 เดือน ปี 2561 ทีเอ็มบีขยายฐานเงินฝากเพิ่มขึ้นได้ 4.5% จากสิ้นปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 6.39 แสนล้านบาท ตามการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเงินฝากลูกค้ารายย่อย ผ่านผลิตภัณฑ์หลักอย่าง เงินฝาก “ทีเอ็มบี โน-ฟิกซ์” (TMB No-Fixed) ที่เติบโต 13% หรือ 3.0 หมื่นล้านบาท และเงินฝาก ME Save ซึ่งเป็นเงินฝากรูปแบบดิจิทัล ที่เติบโตได้ 10% หรือ 4.1 พันล้านบาท 
    ทางด้านสินเชื่อ สินเชื่อคุณภาพเพิ่มขึ้น 3.3% มาอยู่ที่ 6.46 แสนล้านบาท ตามการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มลูกค้ารายย่อย โดยเฉพาะจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น 13% หรือ 1.8 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การขยายสินเชื่อบ้านเป็นไปอย่างรอบคอบ โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ประจำ และวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท ในส่วนของลูกค้าธุรกิจ สินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงเติบโตได้ดีที่ 4% หรือ 9 พันล้านบาท สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดเล็กยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นผลมาจากการดำเนินการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังของธนาคาร ทำให้ภาพรวม 9 เดือน สินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดเล็กยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 
     ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) อยู่ที่ 2.96% ลดลงจาก 3.16% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 2% มาอยู่ที่ 18,263 ล้านบาท และแม้รายได้ค่าธรรมเนียมชะลอลง 4% แต่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 127% มาอยู่ที่ 20,929 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาส 3 ธนาคารมีการบันทึกกำไร 1.2 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้นในบลจ.ทหารไทย จำนวน 65% ให้กับบริษัท พรูเด็นเชียล คอร์ปอเรชั่น เอเชีย จำกัด เพื่อเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับอีสท์สปริง อินเวสต์เมนทส์ (สิงคโปร์) และกำไรจากการเปลี่ยนแปลงการควบคุมจากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม 35%

***  เร่ง write off  หนี้เสีย-ตั้งสำรองเพิ่ม ลดความเสี่ยง
    อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL ratio) ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดย ณ สิ้น เดือนกันยายน 61 อยู่ที่ร้อยละ 2.69 เทียบกับร้อยละ 2.37 ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 61 ธนาคารยังแก้ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่องผ่านการ  write off   โดยในรอบ 9 เดือน ได้ write off จำนวน 6.1 พันล้านบาท เพื่อลดความเสี่ยงเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตและเพื่อให้ฐานะทางการเงินคงความแข็งแกร่ง
     ในไตรมาส 3 ธนาคารตั้งสำรองฯ เป็นจำนวน 9,386 ล้านบาท รวม 9 เดือน ดำเนินการตั้งสำรองฯ ไปแล้วทั้งสิ้น 14,071 ล้านบาท หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ Coverage ratio เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 157% จาก 143% ณ สิ้นปี 2560 ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพมีจำนวน 20,950 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ 2.69% 
    นอกจากนี้พร้อมดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนให้เป็นไปตามเกณฑ์ Basel III โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุน ชั้นที่ 1 (Tier 1) อยู่ที่ 17.7% และ 13.8% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 10.375% และ 7.875% ตามลำดับ 

*** จับมือ อีสท์ สปริง หนุนธุรกิจ
    การขายหุ้น หุ้นในบลจ.ทหารไทย จำนวน 65% เพื่อเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับอีสท์สปริง อินเวสต์เมนทส์ (สิงคโปร์)  มั่นใจว่าส่งผลดีต่อลูกค้าทั้งของ ทีเอ็มบี และ บลจ.ทหารไทย เนื่องจากอีสท์สปริงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสินทรัพย์ในระดับโลกและในหลายมิติของการลงทุน ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของบลจ.ทหารไทย และตอกย้ำกลยุทธ์การให้บริการด้านกองทุนรวม หรือ ‘TMB Open Architecture’ ของทีเอ็มบี โดยลูกค้าของธนาคารจะได้รับบริการด้านการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญในระดับโลก และสามารถเข้าถึงกองทุนรวมชั้นนำจากต่างประเทศที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทำให้ลูกค้า ‘Get More’ หรือ ‘ได้มากกว่า’ 
    ทั้งนี้ ทีเอ็มบีให้บริการ ‘TMB Open Architecture’ ให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่มมาเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์กองทุนรวมคุณภาพจาก บลจ.ชั้นนำ ทั้งยังขยายความร่วมมือเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนตุลาคม บลจ.กรุงไทย เป็นบลจ.ล่าสุดที่เข้าร่วม TMB Open Architecture ทำให้ปัจจุบันลูกค้าสามารถเลือกลงทุนได้กับ 9 บลจ.ชั้นนำ ที่ทีเอ็มบี

*** โบรกฯมองกำไรปกติต่ำกว่าคาด
     บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า TMB  ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 3/61 เติบโตมาก เพราะรายการพิเศษ แต่กำไรจากการดำเนินงานยังต่ำกว่าคาด โดยกำไรสุทธิที่ 5.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 179% จากการขายเงินลงทุนใน TMBAM ถึง 11.8 พันล้านบาท แต่ไตรมาสนี้มีการตั้งสำรองหนี้สูญสูงถึง 9.4 พันล้านบาทเช่นกัน ดังนั้น กำไรก่อนสำรองหนี้ ออกมาต่ำเป็น 3.1 พันล้านบาท ลดลง 29% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุจากรายได้ NIM และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิออกมาน้อยกว่าคาด
    โดยสรุปหากดูแต่กำไรสุทธิน่าตื่นเต้น แต่ในแง่การดำเนินงานออกมาต่ำกว่านักวิเคราะห์คาด จะมีการปรับประมาณการและราคาพื้นฐานอีกครั้ง คำแนะนำล่าสุดก่อนหน้างบออก คือ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 2.83 บาท
    ด้านนายธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของ TMB ออกมาใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ ซึ่งอาจชะลอตัวลงไปบ้างเพราะค่าธรรมเนียมลดลง โดยยังไม่นับรวมบันทึกกำไรเพิ่มจากการขายหุ้น บลจ.ทหารไทย ซึ่งในส่วนนี้สามารถเข้ามาชดเชยกำไรได้ 
    ทั้งนี้กำไรจากการขายหุ้น บลจ.ทหารไทย  ส่วนหนึ่งนำมาตั้งสำรองกว่า 7 พันล้านบาท ส่งผลให้การตั้งสำรองส่วนเกินแข็งแกร่งและเป็นจุดดีในอนาคต ส่วนกำไรจาก บลจ.ทหารไทย จากเดิมที่เคยบันทึก 100% หรือ ปีละประมาณ 300 ล้านบาท จะลดสัดส่วนลงเหลือบันทึกเพียง 35% มองว่าอาจเป็นปัจจัยกดดันรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่ไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่เพราะเม็ดเงินที่หายไปดังกล่าวยังไม่มากนัก 
    โดยเบื้องต้นยังคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 2.72 บาท แนะนำซื้อ แต่อาจปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการทั้งปีอีกครั้ง หลังจากเข้าพบผู้บริหารในวันที่ 18 ต.ค.นี้ 
     "บุ๊คแต่ละไตรมาสอาจลดลงจากค่าธรรมเนียมลด แต่การตั้งสำรองส่วนเกินไว้เยอะ จะเป็นผลดีในอนาคตทำให้เบาไปได้เยอะ" นายธนภัทรกล่าว 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด