ข่าวนี้ที่ 1

AWC ลุ้นกองทุนพยุงเหนือจอง กูรูให้เป้า 6.47 บาท

AWC ลุ้นกองทุนพยุงเหนือจอง กูรูให้เป้า 6.47 บาท

"แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC)"พร้อมนำหุ้นเข้าเทรดวันแรก  ด้วยมูลค่าไอพีโอ 1.85 แสนล้านบาท ระดมทุนซื้อกิจการใหม่-ชำระหนี้คืน โบรกฯลุ้นราคาหุ้นยืนเหนือจอง เหตุเป็นหุ้นที่กองทุนต้องซื้อเพิ่ม-มีกรีนชู ช่วยหนุน ด้าน"ทิสโก้"ให้ราคาเหมาะสมที่  6.19-6.47 บาท  พร้อมลุ้น  KKP-BPP หลุด SET50 

*** AWC พร้อมเทรดวันแรก
         นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า "แอสเสท เวิรด์ คอร์ป" เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “AWC”  ในวันที่ 10 ตุลาคม 2562  ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 185,742 ล้านบาท 
    AWC ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ซึ่งประกอบธุรกิจหลักในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ (1) กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) โดยโรงแรมของ AWC บริหารจัดการภายใต้แบรนด์ชั้นนำที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักในระดับสากล อาทิ แมริออท อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, เลอ เมอริเดียน, บันยันทรี, ฮิลตัน, ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน, เชอราตัน และมีเลีย และ (2) กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building) ซึ่งครอบคลุมโครงการในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) และอาคารสำนักงาน (Office)
    AWC มีทุนจดทะเบียน 32,000 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 24,000 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 8,000 ล้านหุ้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 6,957 ล้านหุ้น และจัดสรรหุ้นสามัญส่วนเกิน 1,043 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 6 บาท มีมูลค่าระดมทุนรวม 41,742 ล้านบาท (ไม่รวมหุ้นที่จัดสรรส่วนเกิน) และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 185,742 ล้านบาท โดยมี บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง และบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมด้วยบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ เป็นบริษัทผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

*** ระดมทุนซื้อกิจการใหม่-ชำระหนี้ 
    นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  AWC  เปิดเผยว่า AWC มีแผนจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ไปลงทุนในการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมรวม 12 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 4 แห่ง โรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา จำนวน 6 แห่ง และอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส (Mixed-use Properties) ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา จำนวน 2 แห่ง นอกจากนี้ จะนำเงินที่เหลือไปชำระคืนเงินกู้ธนาคารและพัฒนาทรัพย์สินของบริษัท
    หลัง IPO AWC มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แก่ กลุ่มครอบครัวนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ถือหุ้นรวม 77.5% ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้บริษัทพิจารณาจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (Price to Book Value Ratio : P/BV) โดยอ้างอิงอัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (P/BV) ที่ประมาณ 5 เท่า คำนวณจากอัตราส่วน P/BV ย้อนหลังเฉลี่ย 12 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562) ของบริษัทจดทะเบียนที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจที่คล้ายคลึงหรือใกล้เคียงกับการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (Book Value Per Share) เท่ากับ 1.2 บาทต่อหุ้น คำนวณจากส่วนของผู้ถือหุ้นที่เป็นของบริษัทใหญ่ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้น จำนวน 30,957 ล้านหุ้น
    ทั้งนี้ AWC มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติตามงบการเงินรวมของบริษัท หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหลังหักเงินสำรองต่าง ๆ ตามที่กฎหมายและบริษัทกำหนดไว้ในแต่ละปี ทั้งนี้ อาจพิจารณาจ่ายเงินปันผลแตกต่างไปจากนโยบายที่กำหนดไว้ได้ ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน กระแสเงินสด เงินทุนหมุนเวียน แผนการลงทุนและการขยายธุรกิจ สภาพตลาด ภาระหนี้สิน เงื่อนไขและข้อจำกัดตามที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน
 
***  ครึ่งแรกปี 62 กำไร 366  ลบ.
     บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยประกอบการผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยไตรมาส 2/2562  มีกำไร 145.22 ล้านบาท หรือ 0.006 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 270.66% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 85.09 ล้านบาท หรือ 0.009 บาท/หุ้น
      งวด 6 เดือน 2562 มีกำไร 366.65 ล้านบาท  หรือ 0.015 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 119.52% จากงวดเดียวกันปี 2561 ที่กำไร 167.02 ล้านบาท หรือ 0.019 บาท/หุ้น
     ขณะที่ งบการเงินรวมปี 2561 มีกำไร 469.57 ล้านบาท หรือ 0.031 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 747.75% จากงวดปี 2560 ที่มีกำไร 55.39 ล้านบาท หรือ 0.009 บาท/หุ้น   ส่วนงบเฉพาะกิจการปี 2561  มีกำไร 93.84 ล้านบาท หรือ 0.006 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 74.48% จากงวดปี 2560 ที่มีกำไร 53.78 ล้านบาท หรือ 0.009 บาท/หุ้น  
 
*** ส่อง 4 ปัจจัยหนุนหุ้นเหนือจอง
     บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ มอง 4 ปัจจัยขับเคลื่อนให้ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC Outperform ในช่วงเข้าตลาด   โดยเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจองซื้อจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ คาดว่าจะช่วยหนุนให้ภาพรวมมูลค่าซื้อขายในตลาดกลับมาคึกคักมากขึ้น
     ขณะเดียวกันทางตลาดหลักทรัพย์ฯมีปรับเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นเข้าออกดัชนี (ณ เดือน ก.ย. 2562) คือ Market Cap ของหุ้นเข้าใหม่ ณ ราคาปิดในวันแรก หากสูงอยู่ภายใน 20 อันดับแรก หรือเกิน 1%ของmarket cap ของหุ้นทั้งหมดในดัชนี SET Index จะสามารถเข้าคำนวณในดัชนี SET50 และ SET100 ได้ในวันที่ T+3 โดย T คือวันซื้อขายในวันแรก ขณะที่หุ้นถูกคัดออก จะคำนวณจากราคาปิดในวันแรกที่มีหุ้นใหม่เข้าซื้อขายเช่นกัน
     ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงทำการประเมินหุ้น AWC ในช่วงแรกที่เข้าซื้อขายในตลาด และคาดว่าจะมี 4 แรงส่งสำคัญเป็นตัวหนุนให้ AWC Outperform ตลาดได้ ดังนี้
    1. ราคาหุ้นน่าจะยืนสูงกว่าราคาจองได้ดีในวันแรก เนื่องจากต้องใช้ราคาปิดในการคำนวณเกณฑ์การคัดเข้าดัชนี SET50 และ SET100 ระหว่างรอบคำนวณ รวมถึงยังมี green shoe อีกกว่า 1 พันล้านหุ้น คอยหนุนไม่ให้ราคาหุ้นต่ำจอง
    2. ระหว่างช่วง T+3 คาดว่าจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันฯ เข้ามาช่วยหนุน เนื่องจากเม็ดเงินที่จองซื้อหุ้น AWC ก่อนเข้าตลาดฯจาก 9 บลจ. ยังน้อยกว่าสัดส่วน Market cap ของ AWC ใน SET50 คาดมีเม็ดเงินหนุนเพิ่มเติมราว 2 พันล้านบาท รวมถึงมีแรงเก็งกำไรจากกองทุนประเภท Active Fundในช่วงก่อนที่หุ้น AWC จะถูกเข้าคำนวณในดัชนี SET50 และSET100
    3. มีเม็ดเงินจากกองทุนประเภท Index Fund ที่มีวัตถุประสงค์ลงทุนอ้างอิงตามดัชนีอีกราว 1.1 พันล้านบาท คอยหนุนราคาหุ้น ณ วันที่ T+3
    4. จากสถิติหุ้น IPO ในดัชนี SET index ที่เข้าซื้อขายในปีนี้ในวันแรกของการซื้อขายราคาปิดสูงกว่าราคาจองทุกบริษัท และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย สูงถึง 5.47% จึงคาดว่าราคาหุ้น AWC จะ Outperform ตลาดได้ดีเช่นกัน
    หากพิจารณาจากสัดส่วนผู้ถือหุ้น AWC พบว่า 75% เป็นของกลุ่มคุณเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ส่วนอีก 25% เป็นปริมาณการถือครองของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) แสดงให้เห็นว่ามีปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาดเพียง 25% เท่านั้น ตราบที่นักลงทุนสนใจลงทุนเพิ่มเติม คาดว่าผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ดี
    ด้าน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุ การเข้ามาซื้อขายหุ้น IPO อย่าง AWC  จะทำให้การซื้อขายไปกระจุกตัว แต่เม็ดเงินในตลาดหุ้นไทยจะเพิ่มขึ้น หลังหุ้นเพิ่มทุน AWC-GPSC เข้าซื้อขาย ซึ่งเรามองเป็นบวกเพราะจะเพิ่มกำลังซื้อในตลาด

***  ให้ราคาเหมาะสม 6.19-6.47 บาท
    บล.ทิสโก้ คาด AWC จะมีกำไรสุทธิปีนี้อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาทหรือคิดเป็นการเติบโต 210% YoY ใน 2019F หลังเพิ่มสินทรัพย์กลุ่ม 3 เข้ามา ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ AWC ที่มูลค่าตลาดที่ 198,000-207,000 ล้านบาท โดยวิธี DCF เนื่องจากรายได้ของบริษัทเป็น Recurring income เรามีสมมติฐาน WACC อยู่ที่ 6.7% (Rf ที่1.7%, CoE ที่ 11%, Market-risk premiumที่ 7.8%, average cost of debtที่ 4% และ terminal growth rate ที่ 1%)
    ทั้งนี้ มูลค่าตลาดที่ 198,000-207,000 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดของ AWC ที่ 30,957 ล้านหุ้น จะได้เท่ากับ 6.19-6.47 บาท
    ความเสี่ยงที่สำคัญคือความล่าช้าในแผนโครงการใหม่ เงินลงทุนที่อาจจะสูงกว่าคาด การพึ่งพาผู้บริหารโรงแรมภายนอก ความขัดแย้งกับถือหุ้นรายอื่นๆรวมถึงการแข่งขันจากกลุ่มบริษัททีซีซี
 
*** ลุ้น   KKP-BPP หลุดSET50 
    บล.เอเซีย พลัส ยังคาดการณ์หุ้นถูกคัดออกจากดัชนี SET50 และ SET100 ระหว่างรอบคำนวณ เนื่องจากถูก AWC เข้ามาแทนที่ ดูจากหุ้นที่มีขนาดเล็กที่สุดในดัชนี ณ ราคาปิดวันที่ AWC เข้าซื้อขายวันแรก แต่ในเบื่องต้นฝ่ายวิจัยฯ ประเมินจากตอนนี้มีหุ้น มี Market Cap 3 อันดับเล็กสุดในแต่ละดัชนี (ณ วันที่ 8 ต.ค. 2562) ได้แก่ TCAP -BPP-KKP ใน SET50 และ PSL-ANAN-BEAUTY ใน SET100
    ดังนั้นหุ้นที่มีโอกาสออกจากดัชนี SET50 ระหว่างรอบคำนวณมากสุด คือ KKP และหุ้นที่ออกจากSET100 คือ BEAUTY นอกจากนี้หุ้นที่มีขนาดเล็กรองลงมายังมีโอกาสทจี่ ะถูกคัดออกจากดัชนี SET50 และ SET100 ในรอบหน้า (1H63) คือ BPP และ ANAN ตามลำดับ เนื่องจากคาดว่า VGI เป็นหนึ่งในหุ้นที่ผ่านเกณฑ์เข้าคำนวณทั้งในดัชนี SET50 และ SET100 แล้ว
     ล่าสุด VGI มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของตลาดฯ (อันดับ 36 ในดัชนี SET50) และมีสภาพคล่องสูง ส่วนเกณฑ์ Free Float ตลาดกำหนดต้องมากกว่า 20% แม้ข้อมูล ณ วันปิดสมุดทะเบียนวันที่ 7 มิ.ย. 2562 พบว่า VGI จะมี Free Float ตํ่ากว่าเกณฑ์ที่ 18.62% แต่ในวันที่ 19 มิ.ย. 2562 บริษัท BTS ได้มีการขายหุ้น Big Lot ออกมา 339.7 ล้านหุ้น ส่งผลให้ Free Float ของ VGI ขยับขึน้ มาเหนือ 20% อยู่ที่22.56% ทำให้ล่าสุด VGI ผ่านเกณฑ์การเข้าคำนวณทัง้ ในดัชนี SET50 และ SET100 จึงมีโอกาสสูงที่จะถูกเข้าคำนวณดัชนีในรอบถัดไป
    ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุ KKP-BPP ยังต้องลุ้นว่าใครจะหลุดจาก SET50 เพื่อเปิดทางให้ AWC เข้าด้วยเกณฑ์ Fast Track เผยทั้ง 2 หุ้นมีมาร์เก็ตแคปล่าสุดใกล้เคียงกันมาก หรือห่างกันเพียง 1,008 ล้านบาท 
    ด้านวงในเผยยังต้องดูว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะใช้เกณฑ์อื่นๆเข้ามาประกอบการพิจารณาในรอบนี้ว่าหุ้นตัวไหนจะหลุด SET50 หรือไม่
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด