FinTech

จุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มบนบล็อกเชน

จุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มบนบล็อกเชน

 

จุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มบนบล็อกเชน

 

โดย กวิน พงษ์พันธ์เดชา

 

ในช่วงตลาดขาขึ้นที่ผ่านมาหลายเดือน การทำฟาร์มบนบล็อกเชน (yield farming) เป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนสามารถวางสินทรัพย์ดิจิทัลในสัญญาอัจฉริยะที่มอบผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และมีผลตอบแทนไม่ต่ำไปกว่า 20-30% ต่อปีแบบความเสี่ยงต่ำ ในกรณีที่นักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น มีสัญญาอัจฉริยะที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 1,000% ต่อปี ทำไมสัญญาอัจฉริยะบนบล็อกเชนถึงสามารถให้ผลตอบแทนที่เยอะขนาดนี้ เงินมาจากไหนเยอะแยะ และความเสี่ยงอยู่ที่ไหน วันนี้ผมจะเขียนถึงจุดเริ่มต้นของ yield farming ที่มาเป็นกำลังสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาในตลาดอย่างล้นหลาม สร้างโมเดลทางธุรกิจใหม่ในวงการคริปโท และเป็นเหตุผลหลักที่เราได้เห็นตลาดกระทิงที่ร้อนแรงในปี 2020

 

วันที่ 16 มิถุนายน 2020 โปรเจกต์การกู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลชื่อดัง Compound ได้ประกาศแคมเปญ “liquidity mining” โดยการออกโทเคนที่มีชื่อว่า COMP ให้แก่ผู้ใช้งานที่ทำตามเงื่อนไข โดยโปรเจกต์มีความต้องการที่จะดึงดูดสินทรัพย์ดิจิทัลผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะฝากกับศูนย์ซื้อขายหรือว่าเก็บในกระเป๋าเงินส่วนตัว ให้มาฝากในสัญญาอัจฉริยะ ที่ถูกออกแบบมาคล้ายกับโรงรับจำนำออนไลน์ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง ETH มาฝากและกู้ยืมสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งอย่าง USDC ได้ อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมถูกออกแบบมาให้มีการปรับตัวตามความต้องการในการกู้ยืมของตลาด โดยหากมีผู้ใช้งานฝากเงินเข้ามาน้อยแต่มีผู้กู้ยืมเยอะ ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมที่สูง ในทางกลับกัน หากมีผู้ใช้งานฝากเงินเข้ามามากแต่มีผู้กู้ยืมน้อย ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมต่ำ ผู้ปล่อยกู้ก็จะได้รับดอกเบี้ยนั้นเป็นค่าตอบแทนเช่นกัน จึงมีแรงจูงใจในการฝากเงิน คล้ายไปฝากเงินที่ธนาคารพาณิชย์แต่ในกรณีนี้จะไม่มีคนกลางมาเก็บส่วนต่างดอกเบี้ยที่สูงระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้

 

ตลาดเงิน Compound จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นหากมีผู้ใช้งานจำนวนมากมาฝากเงิน เพราะจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมต่ำ และดึงดูดผู้กู้เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้โปรเจคสามารถเก็บค่าธรรมเนียมในการใช้งานในระยะยาวได้ ในเชิงการแข่งขัน Compound ต้องเผชิญกับอุปสรรคเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผู้เล่นในตลาดที่เป็น centralized businesses เช่น ศูนย์ซื้อขายที่ให้ลูกค้าสามารถกู้สินทรัพย์ดิจิทัลได้ในอัตราที่ถูกเพื่อไปเทรดแบบ margin หรือบริการปล่อยกู้อย่าง BlockFi ที่มีเงินฝากลูกค้ามหาศาลและสามารถปล่อยกู้ได้ในอัตราที่ต่ำ โจทย์ใหญ่ของ Compound จึงเป็นการดึงดูดเงินให้มากพอที่จะทำให้อัตราการปล่อยกู้ต่ำกว่าคู่แข่งได้ โดยจะต้องสร้างกองทุนให้ได้เป็นหลักพันล้านเหรียญสหรัฐ และหากทำสำเร็จ จะทำให้ค่าใช้จ่ายถูกลง เพิ่มลูกค้า และดึงดูดเงินทุนยิ่งขึ้นไปอีก จุดตัดที่ทำให้เกิดวงจรตอบรับเชิงบวกที่ทำให้มูลค่าโครงการเติบโตได้ในอัตราเร่ง จึงเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของโปรเจกต์ ไม่ต่างจากการส่งจรวดขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งหากความเร็วไม่ถึงที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนด จะทำให้จรวดไม่สามารถหนีแรงโน้มถ่วงของโลกและตกลงสู่พื้นดินได้ 

 

เชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนขนาดกองทุนเงินฝาก หรือ Total Value Locked (TVL) ของ Compound คือโทเคนที่มีชื่อว่า COMP ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาและมีจำนวนจำกัด โทเคนนี้จะสามารถถูกนำไปโหวตเพื่อพัฒนาโครงการต่อไปในอนาคต และมีโอกาสที่จะได้รับรายได้ค่าธรรมเนียม Compound เชื่อว่าผู้ใช้งานในช่วงแรกที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จไม่ต่างจากพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ จึงทำการแจกเหรียญ COMP ให้กับผู้ใช้งานที่ฝากและกู้เงิน เพราะเหตุนี้ จึงเกิดการใช้งานจำนวนมาก มีทั้งผู้ฝากและผู้กู้เข้ามาใช้งาน และรับ COMP เป็นค่าตอบแทน ผู้ใช้งานบางคนก็ทำการขาย COMP กลับมาเป็น USDT ทุกวันหลังจากที่ได้รับผลตอบแทนนี้ ไม่ต่างจากชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิต ผู้ใช้งานเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า “yield farmer” ในอีกมุม มีผู้ใช้งานจำนวนมากที่ไม่มีทุนในการฝากเงิน แต่อยากมีส่วนร่วมในการเจริญเติบโตของ Compound จึงเอาเงินมาซื้อโทเคน COMP ในตลาดและสร้างความต้องการซื้อเหรียญอย่างไม่หยุดหย่อน จึงทำให้ “yield” หรือผลตอบแทนในการฟาร์มสูงเป็นประวัติการณ์

 

ด้วยแคมเปญที่สร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยมีมา Compound สามารถดึงดูดเงินเข้าระบบได้มหาศาล ในเดือนพฤษภาคม 2021 ไม่ถึงปีหลังจากเกิด liquidity mining ขึ้น มี TVL ถึง 11.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ความสำเร็จนี้กลายแบบอย่างให้กับโปรเจคอื่น ๆ จึงเกิดการทำ liquidity mining ขึ้นบนโลก Decentralized Finance (DeFi) เช่น SushiSwap สร้างโทเคน SUSHI เพื่อให้คนฝากเงินเข้ามาในตลาดซื้อขายสินทรัพย์ไร้คนกลาง (decentralized exchange) หรือ Curve Finance ที่ออก CRV มาสร้างตลาดซื้อขาย Stablecoins ไร้คนกลางที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ละโครงการในโลก DeFi จึงใช้โมเดลทางธุรกิจนี้ในการสร้างมูลค่า จน TVL ของอุตสาหกรรมพุ่งขึ้นกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐในช่วงสูงสุดของตลาด 

 

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของ liquidity mining ทำให้เกิดผู้ฉวยโอกาสเป็นจำนวนมากในการออกโครงการตัวเองและพิมพ์เงินมาแจกแบบไร้จุดมุ่งหมาย บางโครงการต้องการดึงดูดเงินให้เข้าไปฝากเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถนำเงินฝากที่มากขึ้นนั้นไปทำให้เกิดผลประโยชน์ เนื่องจากมีการแข่งขันให้ผลตอบแทนที่สูง จึงมักจะให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง และทำให้โครงการล้มเหลวและราคาเหรียญร่วงหนักไปในที่สุด โดยผู้ใช้งานจะสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ นอกจากนี้ ยังมีการหลอกล่อให้คนมาฝากเงินด้วยผลตอบแทนที่สูง แต่แทนที่ผู้ออกเหรียญจะทำตามสัญญา ก็เกิดการขโมยเงินฝากออกไปดื้อ ๆ ซึ่งในวงการคริปโทเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “rug pull” ด้วยความโลภที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนในตลาดขาขึ้น จึงเกิดการ rug pull และการทุบราคาเหรียญเป็นจำนวนมาก ความเสี่ยงที่สำคัญอีกอย่างในการฟาร์มคือสัญญาอัจฉริยะอาจมีข้อผิดพลาดในการเขียนโค้ด (computer bug) และทำให้นักลงทุนขาดทุนได้ เนื่องจากโค้ดที่เขียนเป็นเรื่องใหม่ และมีออกมาเป็นจำนวนมาก จึงมีโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดได้สูง และในตลาดขาลงที่ผ่านมา ความต้องการซื้อโทเคนเหล่านี้ลดลงเพราะนักลงทุนขาดทุน จึงทำให้ผลตอบแทนในการฟาร์มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

บล็อกเชนเป็นโลกใหม่ที่นอกจากจะเป็นศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมทางเทคโนโลยีแล้ว ยังเป็นสถานที่ทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่มาปฏิวัติโมเดลธุรกิจเดิม ๆ ได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เราได้เห็นความสำเร็จของ Compound ในการออกโทเคนเพื่อดึงดูดเงินฝากจำนวนมหาศาล สร้างธนาคารคริปโทให้มีเงินฝากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี และทำให้อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมถูกกว่าบริษัทที่มีพนักงานหลายพันคน ทั้งหมดนี้สามารถทำโดยไม่ผ่านคนกลางอย่างสถาบันการเงินใด ๆ ในช่วงถัดมา การทำฟาร์มโดยการฝากเงินและขายโทเคนจึงกลายเป็นที่นิยม และมีบริษัทใหม่เกิดขึ้นทุกวันเพื่อมาฉวยโอกาสและเล่นกับความโลภคน จึงทำให้นักลงทุนหลายคนขาดทุนจากการโดนหลอก ท่ามกลางโอกาสใหม่ ๆ จึงเกิดความเสี่ยงที่ตามมามากมาย นักลงทุนจึงควรตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเรากำลังลงทุนกับอะไรอยู่ ผลตอบแทนที่ได้เกิดขึ้นจากอะไร และการเอาเงินไปฝาก มีจุดมุ่งหมายหรือความจำเป็นอะไร เพราะท่ามกลางความยุ่งเหยิงนี้ ยังมีโอกาสอีกมากมายที่รอคุณอยู่ แต่หากเราขาดทุนจนหมดตัวก่อน ก็จะไม่มีโอกาสที่จะลงทุนต่อได้ในระยะยาว

 

บทความนี้เขียนโดย กวิน พงษ์พันธ์เดชา ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO บริษัท บิทาซซ่า จำกัด บทความนี้มีไว้ให้ข้อมูลเท่านั้น เนื้อหาที่นำเสนอไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน

 

 กราฟิก : ณัฐชนน พูนชัย-Boom

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh