FinTech

บล็อกเชนและอำนาจการปกครองทุนทรัพย์

บล็อกเชนและอำนาจการปกครองทุนทรัพย์

 

บล็อกเชนและอำนาจการปกครองทุนทรัพย์

โดย กวิน พงษ์พันธ์เดชา 

 

บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ก่อกำเนิดคริปโทเคอร์เรนซีอย่างบิตคอยน์และอีเทอเรียม ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางตลาดรวมกันกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่ามูลค่าทางตลาดของธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง JP Morgan และ Bank of China รวมกัน คำถามที่หลายคนมีคือ ทำไมสกุลเงินดิจิทัลถึงมีมูลค่าได้มากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ “จับต้องไม่ได้” และ “ไม่มีอะไรหนุนหลัง” 

 

นักลงทุนส่วนใหญ่มักใช้วิธีการตีมูลค่าแบบดั้งเดิม เช่น การดูกระแสเงินสด หรือดูงบดุลของบริษัท เลยอาจมองข้ามจุดเด่นที่สุดของบล็อกเชนไป ในบทความนี้ ผมจะอธิบายถึงความสำคัญของบล็อกเชนในการสร้างความสามารถในการ “ปกครองทุนทรัพย์” ที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ จึงเป็นเหตุผลที่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีมีมูลค่ามหาศาลอย่าง ปัจจุบัน

 

ถึงแม้ว่า “ทุน” จะเป็นศัพท์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เรามักจะมองทุนในเชิงตัวเลขที่วัดค่าได้เท่านั้น เช่น เรามีทุนอยู่ 1 แสนบาท จะเอาไปลงทุนอะไรดี ทุนนั้นจึงเป็นหน่วยวัดมูลค่าอย่างหนึ่ง และที่สำคัญเป็นหน่วยวัดมูลค่าที่สามารถส่งต่อแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกันได้ หากเราแลกทุนทรัพย์ทางกายและใจในการทำงาน เราก็จะได้มาซึ่งค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน อย่างไรก็ดี ทุนทรัพย์มีมากกว่าเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เช่น ต้นทุนทางสังคม และต้นทุนทางการเมือง ซึ่งถึงแม้จะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขยาก แต่อำนาจนั้นมีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางของการใช้ทรัพยากรในสังคม ค่าชี้วัดเหล่านี้เป็นเรื่องที่สังคมมนุษย์สมมติขึ้นมาทั้งสิ้น เพราะหากไม่มีมนุษย์แล้ว คำว่า “ทุน” ก็จะไม่มีความหมายใด ๆ ในธรรมชาติ 

 

ระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบันล้วนแต่เป็นระบบ “ทุนนิยม” ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าพื้นฐานของทุนจะเป็นเรื่องสมมติที่จับต้องไม่ได้ แต่แนวคิดนี้กลับกลายเป็นกฎเกณฑ์ที่ขับเคลื่อนประเทศ และกำหนดทิศทางในการบริหารจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ให้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด การสร้างตลาดทุนของจักรวรรดัตช์ เป็นเหตุผลหลักที่ประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่มีทรัพยากรจำนวนมาก สามารถขับเคลื่อนประชาชนและทำให้เกิดการออกเรือไปครอบครองประเทศที่มีทรัพยากรมากกว่าได้

 

โดยส่วนใหญ่แล้ว อำนาจการปกครองและการกำกับดูแลทุนทรัพย์ ตกเป็นหน้าที่ของรัฐที่บังคับใช้กฎหมาย และมีรากฐานในความรุนแรง ความรุนแรงในที่นี้หมายถึงการลงโทษบุคคลที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการยึดทรัพย์ จำคุก ประหารชีวิต เนรเทศ หรือแม้แต่การทรมานร่างกาย ซึ่งการปกครองทุนทรัพย์ในลักษณะนี้ เป็นการใช้ภาษาและตัวอักษรบนแผ่นกระดาษที่รัฐนำมาบังคับใช้ 

 

เพราะฉะนั้นประเภทของทุนทรัพย์ที่ตกอยู่ภายใต้การดูแลของระบบการปกครองรูปแบบนี้จึงมีข้อจำกัด เช่น หุ้นบริษัท โฉนดที่ดิน เงินตราที่ออกโดยรัฐ และกรรมสิทธิ์อื่น ๆ เป็นทุนที่สามารถตีมูลค่าได้และนำมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่เราไม่สามารถซื้อขายอิทธิพลของ YouTuber ที่สามารถชี้นำให้คนหมู่มากหันไปซื้อผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งได้ง่าย ดังนั้น เราจะสังเกตได้ว่าทุนทรัพย์มีมากมายในโลก แต่เครื่องมือที่นำไปใช้กำหนดสิทธิ์ทุนทรัพย์นั้นถูกจำกัดโดยเทคโนโลยีหมึกและกระดาษ บวกกับการบังคับใช้กฎนั้นด้วยอำนาจแห่งรัฐเท่านั้น นอกจากการใช้อำนาจของรัฐแล้ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจล้วนแต่พึ่งพาความเชื่อใจกันทั้งสิ้น จึงทำให้โลกสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมาก

 

นอกจากหมึกและกระดาษที่ใช้กันมาอย่างยาวนานแล้ว ยังมีเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ทำให้คนหมู่มากที่ไม่รู้จักกันสามารถทำธุรกรรมระหว่างกันได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจของรัฐ โดยธุรกรรมที่เกิดจากสัญญาอัจฉริยะจะถูกกำหนดโดยโค้ดคอมพิวเตอร์ และบังคับใช้โดยระบบประมวลผล กระจายศูนย์ที่ทุกคนเข้าไปตรวจสอบได้ เพราะมีการใช้คอมพิวเตอร์ในการกำหนดสิทธิ์และทำธุรกรรม บล็อกเชนจึงสามารถแสวงหาฉันทามติในการหาข้อสรุปของธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว เป็นเอกฉันท์ และไร้ข้อสงสัย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมแบบดั้งเดิม 

 

นอกจากนี้ เนื่องจากบล็อกเชนเป็นเครื่องมือในโลกดิจิทัล จึงสามารถเข้ามากำหนดสิทธิ์ในสินทรัพย์ที่อยู่ในโลกดิจิทัลหรือที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแต่มีรูปแทนในโลกดิจิทัลได้มากขึ้น ดังนั้น ข้อดีของการใช้เทคโนโลยีนี้คือการเพิ่มประเภทของทุนทรัพย์ที่เราสามารถนำมาใช้ แลกเปลี่ยน และเป็นส่วนประกอบของเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ 

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างหนึ่งของศักยภาพสัญญาอัจฉริยะคือ Uniswap ที่สร้างบนบล็อกเชนอีเทอเรียม นักลงทุนสามารถฝากสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีอยู่ในกองกลางแทนที่จะเก็บไว้ส่วนตัว เนื่องจากมีคนมาฝากในกองกลางเป็นจำนวนมากและมีสินทรัพย์หลากหลายชนิด จึงทำให้คนสามารถมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ในกองกลางนี้ได้ ผู้ที่ฝากเงินจึงช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบและได้รับผลตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ซื้อขายจ่ายให้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ฝากเงินยังสามารถนำโทเคนดิจิทัลที่เป็นกรรมสิทธิ์ในการได้รับค่าธรรมเนียมนั้น ไปวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อกู้เงินสดจากสัญญาอัจฉริยะอีกที่หนึ่งได้ ทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องให้ธนาคารเป็นคนกลางหรือพึ่งพากระบวนการยุติธรรมของภาครัฐ ด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และไม่มีความสงสัย หากไม่มีเทคโนโลยีบล็อกเชนแล้ว เราอาจต้องเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาแก้กฎหมายเพื่อที่จะทำให้ธุรกรรมเหล่านี้เป็นจริงได้ การปลดล็อคข้อจำกัดนี้จึงทำให้ธุรกรรมที่ล้ำสมัยและมีประสิทธิภาพสูงในการบริหารทรัพยากรเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

 

สรุปคือมูลค่าทางตลาดที่ใหญ่โตระดับ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐของบิทคอยน์และอีเทอเรียมมาจากการ disrupt อำนาจและการปกครองทุนทรัพย์ที่มีอยู่มากมาย จากการพึ่งพากฎหมายที่เขียนโดยปากกาบนกระดาษ และมีความรุนแรงของภาครัฐในการบังคับใช้จนถึงที่สุด ไปเป็นการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ที่เขียนกฎเกณฑ์ด้วยโค้ดคอมพิวเตอร์สากล และประมวลผลโดยระบบกระจายศูนย์ที่ใครก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นใคร อาศัยอยู่ที่ไหนก็ตาม ท้ายที่สุด มูลค่าที่เกิดขึ้นคือการมีระบบเปิดที่คนหมู่มากหันมาใช้งานพร้อมกันเพื่อให้บรรลุฉันทามติในการกำหนดวิธีการแบ่งผลประโยชน์และการใช้งานทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพและตรงต่อความต้องการของคนหมู่มากยิ่งขึ้น และแน่นอนโลกที่ดีและน่าอยู่ขึ้น ย่อมมีมูลค่าที่จับต้องได้ แม้เทคโนโลยีจะมาจากโลกดิจิทัลก็ตาม

 

----------------------------- 

 

บทความนี้เขียนโดย กวิน พงษ์พันธ์เดชา ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO บริษัท บิทาซซ่า จำกัด บทความนี้มีไว้ให้ข้อมูลเท่านั้น เนื้อหาที่นำเสนอไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน

 

 

กราฟิก : ณัฐชนน พูนชัย-Boom







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh