FinTech

ตลาดอนุพันธ์คริปโทเคอร์เรนซี และความผันผวนของราคา

ตลาดอนุพันธ์คริปโทเคอร์เรนซี และความผันผวนของราคา

 

ตลาดอนุพันธ์คริปโทเคอร์เรนซี และความผันผวนของราคา

 

โดย กวิน พงษ์พันธ์เดชา ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO บริษัท บิทาซซ่า จำกัด

 

หลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมีการเจริญเติบโตขึ้นมาก โดยมีผู้เล่นใหม่ทั้งที่เคยมีประสบการณ์ในตลาดทุนเดิมและหน้าใหม่ที่ไม่เคยเทรดมาก่อนในชีวิตเข้ามาอย่างล้นหลาม เนื่องจากราคาคริปโทเคอร์เรนซีมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดการไหลเข้ามาของเม็ดเงินในวงกว้าง 

 

หลังจากที่มีการเก็งกำไรในเหรียญที่มีพื้นฐานดี ก็เริ่มเกิดปรากฎการณ์ yield farming ที่ดึงดูดนักลงทุนให้เข้าไปฝากเงิน เพื่อจะได้รับดอกเบี้ยสูงเกินความเป็นจริง ในบางกรณี มีการการันตีผลตอบแทนกว่าปีละ 1 แสนเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีคนเริ่มหันมาใช้อนุพันธ์ทางการเงินอย่างสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในการเก็งกำไร และกู้เงินมาลงทุน จนทำให้ตลาดอนุพันธ์มีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ ในบทความนี้ ผมตั้งใจจะเล่าถึงบทบาทของตลาดอนุพันธ์ในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลและเตือนสตินักลงทุนให้ระมัดระวังในการลงทุน

 

ตลาดที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานอย่างตลาดหุ้นและตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์จะมีตลาดอนุพันธ์ที่เกิดขึ้นมาคู่กันเสมอ ทำให้นักลงทุนหรือผู้ประกอบธุรกิจสามารถบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของราคาได้ เช่น หากเราเป็นผู้ประกอบการและรู้ว่าปีนี้จะมีผลผลิตน้ำมันปาล์ม 1 ล้านตัน เราสามารถขายสัญญาซื้อขาย 6 เดือนล่วงหน้า เพื่อตกลงราคาซื้อขายไว้ก่อน และค่อยส่งมอบน้ำมันปาล์ม 1 ล้านตันนั้นในอนาคต ไม่ว่าราคาน้ำปาล์มจะขึ้นหรือลงในอีก 6 เดือนข้างหน้า เรายังจะสามารถขายในราคาที่เราตกลงไว้ จึงไม่มีความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของราคา 

 

นอกจากตลาดอนุพันธ์น้ำมันปาล์มแล้วยังมีตลาดอนุพันธ์ของสินทรัพย์มากมายทั่วโลก จึงทำให้ตลาดอนุพันธ์มีความเจริญเติบโตขึ้นมามาก และมีปริมาณการซื้อขายที่ใหญ่ยิ่งกว่าปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์แบบปกติ ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเองก็เริ่มมีตลาดอนุพันธ์มากขึ้นทุกวัน และปริมาณการซื้อขายในตลาดเหล่านี้เริ่มมีขนาดใหญ่โตอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กิจกรรมที่เกิดขึ้นในตลาดอนุพันธ์คริปโทเคอร์เรนซีมีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก

 

ตลาดซื้อขายล่วงหน้าของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์ ถูกสร้างมาให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถบริหารความเสี่ยงได้ โดยผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมนี้กลุ่มหนึ่งคือเหมืองขุดบิตคอยน์ การขุดบิตคอยน์เป็นกระบวนการช่วยยืนยันธุรกรรมบนบล็อกเชน คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการขุดจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ระบบการส่งบิตคอยน์ทั่วโลก และเพื่อเป็นการตอบแทน ระบบจะสร้างบิตคอยน์ขึ้นมาใหม่ให้กับนักขุดผู้โชคดีหนึ่งราย นักขุดก็จะนำบิตคอยน์ส่วนหนึ่งไปขายเพื่อจ่ายค่าไฟ ค่าบำรุงคอมพิวเตอร์ และค่าจ้างพนักงานดูแลเหมือง จึงทำให้สัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยง หากเหมืองขุดรู้ว่าจะสามารถขุดได้ 1 พันบิตคอยน์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ก็สามารถที่จะตกลงราคาในวันนี้ เพื่อจะลดความเสี่ยงของธุรกิจลงได้

 

ตลาดซื้อขายล่วงหน้าสามารถดึงดูดนักลงทุนและนักเก็งกำไรได้เนื่องจากมีปริมาณการซื้อขายที่มาก และยังมีโอกาสให้ลงทุนแบบมี leverage หรือการเทรดในขนาดที่ใหญ่กว่าเงินต้นที่ลงไป จึงสามารถเพิ่มโอกาสการทำกำไรที่มากกว่าปกติได้อย่างมหาศาล ในทางกลับกัน ความเสี่ยงคือหากราคาสินทรัพย์ดิจิทัลลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน นักเทรดอาจจะถูกเรียกให้เพิ่มเงินในบัญชี (“margin call”) และหากเพิ่มเงินไม่ทันหรือไม่เหลือเงินไปเพิ่มก็จะโดนล้างพอร์ตได้ (“liquidation”) ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่ให้นักลงทุนสามารถ leverage ได้กว่า 100 เท่าของเงินต้น จึงไม่แปลกที่จะดึงดูดผู้เล่นใหม่ ๆ ที่ต้องการจะ “รวยเร็ว” โดยมองโอกาสนี้เหมือนเป็นการพนัน ซึ่งแน่นอนผลกระทบคือการเพิ่มความเสี่ยงในระบบและทำให้การปรับตัวของราคารวดเร็วและรุนแรงเวลามีการล้างพอร์ตพร้อมกัน

 

ในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564 มีจำนวนสัญญาซื้อขาย (open interest) ของบิตคอยน์อยู่กว่า 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าเยอะเป็นประวัติการณ์ เปรียบเทียบกับ open interest ตอนต้นปีที่ 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้มีการเจริญเติบโตขึ้นมาอย่างมหาศาล อย่างไรก็ดี การ leverage นั้นมีความเสี่ยงสูง วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2564 ราคาบิตคอยน์ได้มีการปรับตัวลงจากจุดสูงสุด $63,603.71 ในวันที่ 13 เมษายนไปที่ $60,803.85 เพราะเหตุนี้ จึงเริ่มมีการบังคับขายสัญญา และมีนักลงทุนโดนล้างพอร์ตกว่า 1 ล้านรายทั่วโลก พร้อมยอดการล้างพอร์ตกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564 และทำให้ยอด open interest ลดลงไปที่ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การเทขายในครั้งนี้มีผลทำให้ราคาของบิตคอยน์ร่วงลงอย่างต่อเนื่องและปัจจุบันวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564 ราคาอยู่ที่ $49,692.40 หรือร่วงลงเกือบ 22% จากยอดเก่า (อ้างอิงจากข้อมูลของ Glassnode และ Bybt)

 

อนุพันธ์เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน การเพิ่มขึ้นของจำนวนสัญญาซื้อขายในปีนี้และปริมาณการซื้อขายที่ทวีคูณ จึงเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม และจะช่วยให้นักลงทุนที่มีความรู้สามารถเพิ่มวิธีในการทำกำไรและลดความเสี่ยงได้อย่างมาก แต่ในทางกลับกัน ได้มีการนำอนุพันธ์นี้ไปใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร และทำให้มีนักลงทุนโดนล้างพอร์ตอย่างมหาศาลในเดือนเมษายนปีนี้ ส่งผลให้ราคาคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกมีการปรับตัวลงอย่างรุนแรง นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลจึงจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากขึ้นท่ามกลางความผันผวนที่อาจจะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น และหมั่นหาความรู้เพื่อจะเข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซื้อขายอยู่ จึงจะบริหารความเสี่ยงของพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

*บทความนี้เขียนโดย กวิน พงษ์พันธ์เดชา ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO บริษัท บิทาซซ่า จำกัด บทความนี้มีไว้ให้ข้อมูลเท่านั้น เนื้อหาที่นำเสนอไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน

 

กราฟิก : ณัฐชนน พูนชัย-Boom 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh