FinTech

รู้จักกับ “DEFI” ระบบการเงิน ธนาคารโลกเสมือนยุคคริปโท

รู้จักกับ “DEFI” ระบบการเงิน ธนาคารโลกเสมือนยุคคริปโท

 


DeFi หรือ Decentralized Finance ซึ่งเป็นระบบการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ โดยใช้ความสามารถของ Smart Contract มาแทนที่คนกลาง ซึ่งทำให้ระบบการเงินมีความคล่องตัว ปลอดภัย สามารถให้บริการได้ตลอดเวลา เมื่อเทียบกับการเงินในปัจจุบัน ซึ่งการที่ Bitcoin ที่ราคาทะลุ 1,500,000 บาทไปอย่างรวดเร็ว ทำให้กระแสของ DeFi ยิ่งทวีความตื่นเต้นยิ่งขึ้น คนทั่วโลกวิ่งเข้าสู่ถนนสาย DeFi กันอย่างคึกคัก

สินค้า DeFi ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นการกู้ยืมแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนั้น การเติบโตของ Defi จึงดูจากคริปโทเคอร์เรนซีที่ถูกล็อคไว้เพื่อนำมาค้ำประกัน ซึ่งจากบทความที่แล้วในวันที่ 11 มกราคม 2564 มีจำนวน 23,275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และในวันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2564) จำนวนได้เพิ่มไปถึง 37.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ   (ข้อมูลจาก https://defipulse.com/) ใช่ครับ เพิ่มขึ่นมากกว่า 60% กับระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่รวดเร็ว


โดยหนึ่งในเหตุผลหลักๆ ที่ดึงผู้คนเข้าสู่โลกแห่ง DeFi ก็คือผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงมากกว่าระบบธนาคารในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอันหลากหลายได้ถูกพัฒนาขึ้นให้เลือกใช้บนโลกของ DeFi ที่เปิดโอกาสให้เราเข้าไปใช้งาน แถมยังสามารถทำกำไรจากการเข้าไปร่วมด้วย ซึ่งวันนี้จะขอยกตัวอย่าง 3 ผลิตภัณฑ์ที่ตอนนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดครับ 


1. ระบบกู้ยืมคริปโทเคอร์เรนซี Crypto Lending 
ระบบการกู้ยืมบนคริปโทเคอร์เรนซีส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะเป็นการกู้ยืมโดยใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นหลักประกัน (Collateral Lending) ซึ่งผู้ที่ต้องการจะกู้จะต้องนำคริปโทเคอร์เรนซีที่ตนมีนำมาวางไว้ เพื่อได้รับคริปโทเคอร์เรนซีอีกชนิดไป หรือจะเลือกเป็น Stable Coin กลับไปก็ได้ เมื่อผู้กู้นำคริปโทเคอร์เรนซี หรือ Stable Coin มาคืนพร้อมดอกเบี้ย ก็จะได้รับคริปโทเคอร์เรนซีที่นำมาวางไว้กลับคืน โดยดอกเบี้ยกู้ยืมจะผันผวนตามความต้องการกู้ และอัตราส่วน % การกู้กับหลักทรัพย์ที่กู้ก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของแต่ละคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 60-80% 


ซึ่งการกู้ยืมคริปโทเคอร์เรนซีแบบนี้ก็เหมือนกับระบบธนาคารหรือระบบคล้ายกับโรงรับจำนำในปัจจุบัน เป็นการกู้ยืมสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเพราะมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน ไม่ต้องกลัวคนจะหนีหนี้ไม่มาจ่าย และเพิ่มเติมในส่วนการขายทอดตลาดเมื่อราคาคริปโทปรับตัวลงมาใกล้กับจำนวนเงินที่กู้ออกไป ก็สามารถทำได้ทันทีในตลาด Decentralized Exchange จึงเป็นจุดเด่นสำคัญของการกู้ยืมแบบใช้คริปโทเป็นหลักประกัน

ซึ่งการเกิดระบบการกู้ยืมบนคริปโทเคอร์เรนซีนี้ มีประโยชน์มากสำหรับโลกของคริปโทเคอเรนซีซึ่งถือเป็น Asset ชนิดหนึ่งที่มีมูลค่า แต่ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้เฉยๆ และคาดหวังกับราคาที่จะสูงขึ้นในอนาคต หรือนำไปเทรดไปมาในตลาด Exchange เพื่อทำกำไรเท่านั้น การที่สามารถนำคริปโทที่มีอยู่มาเปลี่ยนเป็นคริปโทเคอร์เรนซี หรือ Stable Coin เพื่อไปใช้จ่ายก่อนจึงเป็นการเพิ่มการใช้งานของคริปโทเคอเรนซีได้มาก  

ระบบกู้ยืมคริปโทเคอร์เรนซีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งทางที่เปิดโอกาสให้คนนำคริปโทเคอร์เรนซีที่ตนมีอยู่มาฝากเพื่อที่จะได้รับส่วนแบ่งดอกเบี้ยได้ ทำให้มีรายได้แบบต่อเนื่องหรือ Passive Income และส่วนใหญ่ก็จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเทียบกับการฝากเงินในธนาคาร ค่อนข้างมาก เป็นการฝากแบบความเสี่ยงน้อยมาก Platform ในเรื่องนี้ได้แก่ Compoud, AAVE, Maker, Alpha Hamora, JREPO ซึ่งแต่ละ Platform จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

 

2. ระบบการแลกเปลี่ยนคริปโทเคอเรนซีแบบกระจายศูนย์ (DEX)

ระบบการแลกเปลี่ยนคริปโทเคอเรนซีแบบกระจายศูนย์หรือ Decentralized Exchange ที่ให้คนสามารถแลกเปลี่ยนคริปโทเคอเรนซีกันได้แบบไม่ต้องผ่านคนกลาง ซึ่งถือเป็น DeFi ตัวแรกๆ อีกตัวที่ทำให้คนเริ่มเข้าสู่ DeFi โดยความแตกต่างหลักจาก Crypto Currency Exchange ปกติทั่วไป คือ การที่ทาง DEX จะไม่ถือสินทรัพย์ของลูกค้าเลย จะเป็นที่ที่ให้คนที่อยากซื้อขายมาเจอกัน 

ซึ่งหนึ่งใน DEX ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน จะเป็นการซื้อขายโดยใช้หลักการของ automated market maker (AMM) หรือ Liquidity Pool ที่จะเปลี่ยน Exchange จากปกติที่เป็นตาราง Bid/Offer เป็นการแลกกันโดยตรง โดย Dex จะทำตัวเป็นเหมือนผู้ดูแลสภาพคล่องการซื้อขาย (Market Maker) และดูแล Pool ของคู่เหรียญต่างๆ โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดหรือที่เรียกว่า Liquidity Provider โดยนำเหรียญที่มูลค่าเท่ากันเป็นคู่เทรดไปใส่ใน Pool ซึ่งคนที่มาเพิ่มสภาพคล่องจะได้รับค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการซื้อขายในคู่เหรียญนั้นไปเลย โดยอัตราผลตอบแทนของแต่ละ Pool ก็จะแตกต่างกันไปตามจำนวน Transaction ที่เข้ามาซื้อขายในคู่เหรียญนั้นๆ

อัตราส่วนแบ่งค่าเทรดใน DEX อันดับต้นๆในปัจจุบัน เช่น CURVE, Sushiswap หรือ UNISWAP จะเริ่มตั้งแต่ 0.XX% ไปจนถีงกว่า 200% ต่อปีขึ้นอยู่กับความนิยมของคู่เหรียญนั้นๆ ซึ่งส่วนแบ่งค่า Fee ที่ได้จากการเป็น Liquidity Provider นั้น ได้เป็นอีกหนึ่งในบริการทางการเงินแรกๆ ที่นักลงทุนคริปโทสนใจนำสินทรัพย์ที่ถืออยู่มาลงทุน

 

3. ระบบ Liquidity Mining & Yield Farming

Liquidity Mining & Yield Farming เป็นคำศัพท์ใหม่ในวงการ DeFi ที่ต่อยอดจากการได้รับผลตอบแทนปกติที่ได้จากส่วนแบ่งค่า Fee ในการเป็น liquidity Provider ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ DeFi ดังได้กล่าวด้านบน โดยมีจุดหมายเดียวกัน คือการทำให้มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากที่สุดจากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมนั้น ซึ่ง Concept ทั้งสองแบบนี้ คือจุดสำคัญที่ช่วยให้ DeFi เติบโตอย่างรวดเร็วและมีผลตอบแทนสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ


โดย Liquidity Mining จะหมายถึงการได้รับเหรียญใหม่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่เป็นรางวัลจากการที่เข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่องในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ DeFi นอกเหนือไปจากค่าธรรมเนียมแบบปกติ ถึอเป็นของแถมที่มีราคา และเมื่อนำมารวมกับค่าธรรมเนียมปกติ ทำให้มีผลตอบแทนสูงขึ้นอย่างน่าสนใจ 

ส่วน Yield Farming จะเป็นการเคลื่อนที่ของสภาพคล่องในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ DeFi ไม่ว่าจะเป็น Liquidity Mining หรือการ Leverage Fund เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นและมีรายละเอียดแตกต่างกันไป

โลกแห่ง DeFi ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น ถึงแม้ด้วยเทคโนโลยีจะมีประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด และมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกใหม่มาทุกวัน มีผลตอบแทนสูงๆ เพื่อที่จะดึงดูดให้คนเข้าสู่โลกแห่ง DeFi มากขึ้น ความรู้และความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในโลกใหม่แห่งนี้ ทำการบ้านเยอะๆ แบ่งเงินให้พอดี พร้อมรับความเสี่ยง แล้วเรามาขึ้นรถด่วนขบวนนี้ไปด้วยกันครับ.

 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh