บทความโดย ชานน จรัสสุทธิกุล
Crypto Payment อาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ “แทนที่เงินสด” หรือ “แทนที่ธนาคาร” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังถูกพัฒนาให้เป็น Financial Infrastructure ใหม่ของโลก โดยมี Stablecoin เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมบริษัทอย่าง Circle จึงกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก
ทำไมยักษ์ใหญ่อย่าง Circle ต้องดัน Crypto Payment ให้เกิด?
เพราะว่า Stablecoin อย่าง USDC ที่ Circle สร้างขึ้นมา เพื่อให้เป็นรายได้หลักจากการที่คนนำเงินสดมาแปลงเป็น USDC และบริษัท Circle นำเงินส่วนนั้นไปลงทุนใน Bond หรือ Assets อื่นๆ ที่ความเสี่ยงต่ำต่อ ซึ่งหากยิ่งคนนำเงินสดมาแปลงเป็น USDC มากเท่าไร รายได้และมูลค่าของ Circle ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
โดยที่ผ่านมา Stablecoin ตัวหลักของโลกอย่าง USDT กับ USDC แบ่งส่วนแบ่งตลาดกันอย่างชัดเจน USDT จะครองการซื้อขาย เงินตรา และ Cryptocurrency รวมไปถึงการเทรดใน Exchange ส่วน USDC นั้นจะใช้ใน Web3, DeFi, Treasury ของบริษัท และ อื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า ที่ผ่านมาการเติบโตในอุตสาหกรรม Web3 และ DeFi มีการถดถอยอย่างมาก อาจเนื่องมาจากสภาพตลาด เศรฐกิจ และข่าวโดนแฮคในแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้ Circle เองไม่สามารถพึ่ง On-Chain Finance ที่กำลังถดถอยได้
Crypto Payment คือ New Financial Infrastructure ของ USDC มาแทนที่ DeFi?
สิ่งหนึ่งที่ Circle สามารถทำได้ดีและช่วยเพิ่มความต้องการของ USDC ในระบบ คือ On-Chain Stablecoin Financial Infrastructure ที่จะทำให้เกิดการใช้งาน Stablecoin จริงๆ ในตลาดอุตสาหกรรม เช่น Payment, การเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทใหญ่ๆ, การโอนเงินระหว่างประเทศ, Crypto Card, FX, ฯลฯ
โดย Financial Infrastructure เหล่านี้แหละที่สามารถผลักดันได้ง่าย และทำให้เกิด Use Case จริงๆ โดยใช้ Stablecoin สามารถลดค่าใช้จ่ายในการโอนเงินหากันระหว่างประเทศ, ส่วนต่างของค่าธรรมเนียมและส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจากการโอนเงิน นำมาซึ่งการใช้จ่ายต่างๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันมีร้านค้าออนไลน์ หรือ บริษัทในไทย ที่สั่งซื้อสินค้าในต่างประเทศมากมาย เป็นสินค้านำเข้า การจ่ายเงินผ่านธนาคารตรงเพื่อไปยังบัญชีปลายทางต่างประเทศนั้น ธนาคารเก็บทั้งค่าธรรมเนียม ทั้งส่วนต่างราคาสกุลเงิน ทั้งค่าบริการในการโอน เป็นต้น
สิ่งที่อนาคตจะสามารถเกิดขึ้นได้ คือ การตัดตัวกลางแล้วให้เอกชนช่วยอำนวยความสะอวยในการ Settlement เงินระหว่างประเทศ โดยใช้ USDC เป็นตัวอย่างแทนการโอนตรงผ่านทางธนาคาร และแน่นอนถ้าต่างประเทศต้องการซื้อสินค้าและบริการในไทย ชาวต่างชาติสามารถใช้ Payment Infrastructure นี้แหละเพื่อเป็นแหล่งในการลดต้นทุนการแปลงสกุลเงินและใช้จ่ายเงิน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมส่วนเกินที่เราต้องจ่ายธนาคารในการแปลงสกุลเงินก่อนส่งไปยังปลายทางนั้น มีมูลค่าสูงถึง 1% ของมูลค่าธุรกรรม
สมมติเราโอนเงิน 100,000 บาท ไปที่สิงคโปร์หรือสหรัฐอเมริกา อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมทั้งหมดที่เกินมาประมาณ 700-1,200 บาท ส่วนนี้เองเป็นรายได้ของตัวกลางในการดำเนินการแลกเปลี่ยนและโอนไปยังปลายทางให้เรา แต่หารู้ไม่ หากใช้ USDC เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนนั้น จะสามารถลดค่าธรรมเนียมโอนเพิ่มเติม จาก 1% เหลือเพียงไม่ถึง 0.5% เท่านั้นหรือมากกว่าครึ่งของค่าธรรมเนียมส่วนเกินที่เราจ่ายให้ธนาคาร
ขณะที่ตลาดการชำระเงิน (Financial Payments) มีขนาดใหญ่มหาศาล โดยเฉพาะการชำระเงินระหว่างประเทศของภาคธุรกิจ (B2B Cross-border Payments) ซึ่งมีมูลค่าธุรกรรมสูงกว่า 1 พันล้านบาทต่อวัน หรือแม้กระทั่งการโอนเงินข้ามประเทศในนามบุคคลธรรมดา (Personal Remittance) เอง ก็มีมูลค่าธุรกรรมเฉลี่ยต่อวันเกิน 50 ล้านบาทต่อวัน
แต่ไม่ว่าตลาดจะใหญ่แค่ไหนการดึงดูดคนไม่ให้เดินเข้าธนาคาร หรือ การจัดการกับ Regulation ก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
Circle เองก็พยายามที่จะเข้าถึงหน่วยงานกำกับหรือผู้มีอำนาจเพื่อให้ระเบียบกฎเกณฑ์ในประเทศต่างๆ เกี่ยวกับ Stablecoin Payment หรือการโอนเงินข้ามประเทศนั้น เปิดมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มผู้ประกอบการรายใหม่รวมไปถึงเพิ่มโอกาสที่จะสร้าง Demand ใน USDC ซึ่งเป็น Stablecoin โดดเด่นในด้าน Financial Infrastructure ของโลกอยู่แล้ว