บทความโดย www.bitkub.com
ลองจินตนาการว่า แต่ก่อนเวลาตำรวจสหรัฐฯ ไปจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แฮ็กเกอร์ หรือเว็บมืด แล้วยึดบิตคอยน์ (Bitcoin) มาเป็นของกลาง พอจบคดีรัฐบาลก็จะเอาบิตคอยน์พวกนี้ “ออกประมูลขายทอดตลาด” เพื่อเอาเงินดอลลาร์เข้ากระเป๋าตัวเองตามปกติ
แต่ความพีคคือ บิตคอยน์ที่รัฐบาลเคยขาย ๆ ไป มูลค่ามันดันพุ่งสูงขึ้นจนรัฐบาลสหรัฐฯ อาจเริ่มรู้สึกเสียดาย! เรื่องราวนี้ก็ตื่นเต้นมาเรื่อย ๆ จนช่วงหาเสียงปี 2024 โดนัลด์ ทรัมป์ เลยออกมาประกาศโปรเจกต์ใหญ่ว่า “ถ้าชนะเลือกตั้ง จะไม่ยอมขายบิตคอยน์ของกลางพวกนี้อีกแล้ว!” พอได้เป็นประธานาธิบดีจริง ๆ ช่วงต้นปี 2025 เขาก็เลยสั่งจัดตั้ง “คลังสำรองบิตคอยน์แห่งชาติ” ขึ้นมาซะเลย
และความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของวงการคริปโทเคอร์เรนซีเกิดขึ้นเมื่อ 16 กันยายน 2026 คณะกรรมาธิการบริการทางการเงิน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (House Financial Services Committee) มีมติผ่านร่างกฎหมาย H.R. 8957 หรือ American Reserve Modernization Act (ด้วยคะแนนเสียง 28 ต่อ 21) เพื่อจัดตั้ง คลังสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Bitcoin Reserve) ของรัฐบาลสหรัฐฯ
ที่มาของคลังสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์

อ้างอิง: www.whitehouse.gov
U.S. Strategic Bitcoin Reserve คือ คลังสำรองสินทรัพย์บิตคอยน์ระดับชาติที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเก็บรักษาบิตคอยน์ที่รัฐบาลถือครองไว้เป็นสินทรัพย์สำรองถาวรของประเทศ เคียงคู่กับสินทรัพย์สำรองดั้งเดิมอย่างทองคำ (Gold Reserve) หรือน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve)
จุดเริ่มต้นทางการเมือง ในช่วงการหาเสียงประธานาธิบดี วันที่ 27 กรกฎาคม 2024 ดอนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ประกาศความตั้งใจที่จะจัดตั้งคลังสำรองบิตคอยน์หากชนะการเลือกตั้ง โดยตั้งเป้าให้สหรัฐฯ เป็น “เมืองหลวงแห่งคริปโทฯ ของโลก” (Crypto capital of the world)
การลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ต่อมาในวันที่ 6 มีนาคม 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามใน คำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เพื่อจัดตั้งคลังสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการ โดยมีหลักการง่าย ๆ เพียง 3 ข้อ
1.ห้ามขายเด็ดขาด: หนึ่งในสาระสำคัญที่สร้างแรงกระเทือนไปทั่วตลาดการเงินโลก คือเงื่อนไข “20-Year Lockup” หรือการสั่งล็อกการถือครองบิตคอยน์ของรัฐบาลไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 20 ปี บิตคอยน์ที่ยึดมาได้ประมาณกว่า 320,000 BTC จะถูกสั่ง “ล็อกยาวอย่างน้อย 20 ปี” ห้ามเอาออกขายเด็ดขาด เพื่อเอาไว้เป็นทรัพย์สินสำรองของประเทศ เหมือนที่รัฐบาลเก็บทองคำไว้ในคลัง และให้ศึกษาแนวทางสะสมเพิ่มเติมในรูปแบบที่ไม่สร้างภาระภาษีแก่ประชาชน (Taxpayer-neutral strategies)
2.บริหารจัดการอย่างดี: ไม่ต้องกลัวว่ารัฐบาลจะพิมพ์เงินเพิ่มหรือเก็บภาษีประชาชนไปไล่ซื้อบิตคอยน์ในตลาด เน้นเอาจาก “ของกลางที่ยึดได้เพิ่ม” เป็นหลัก โดยกระทรวงการคลังจะมีอำนาจบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงโอกาสในการนำออกขายได้หากจำเป็น และจัดตั้งคลังแยกต่างหากสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่บิตคอยน์ (เช่น Ethereum และโทเคนอื่นๆ) ที่ถูกยึดมา
3.โปร่งใส ตรวจสอบได้: มีระบบรายงานให้ประชาชนดูทุกปีว่าในคลังเหลือบิตคอยน์อยู่เท่าไหร่ โดยให้ทุกหน่วยงานภาครัฐจัดทำบัญชีการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดอย่างละเอียด และรายงานต่อกระทรวงการคลังและคณะทำงานตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของประธานาธิบดี
สหรัฐฯ ผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของโลก

อ้างอิง: https://arkm.com
จากข้อมูลบนแดชบอร์ด Arkham Intelligence วันที่ 28 กันยายน 2026 แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีจำนวน Bitcoin (BTC) สูงถึง 324,527 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 26,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ($26.9B) ซึ่งครองสัดส่วนมากถึง 99% ของพอร์ตรวมสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดของรัฐบาลที่มีมูลค่ารวมประมาณ 2.72 หมื่นล้านดอลลาร์ ($27,220,312,331.79) ณ ระดับราคา BTC ที่ $82,882
โดยเมื่อพิจารณาจากกราฟประวัติมูลค่าพอร์ต (Balances History) จะพบว่ามูลค่าสินทรัพย์คริปโทฯ ของภาครัฐได้เติบโตขึ้นอย่างมหาศาลนับตั้งแต่ช่วงปี 2021 เป็นต้นมา อันเป็นผลมาจากการยึดทรัพย์ในคดีอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลกหลายคดีใหญ่ เช่น คดี Silk Road และคดีการแฮก Bitfinex ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของราคาบิตคอยน์อย่างก้าวกระโดดจากอดีตจนทะลุระดับ $80,000+ ในปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นฐานสินทรัพย์สำคัญในการนำไปจัดตั้งคลังสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์ตามร่างกฎหมายต่อไป

อ้างอิง: https://www.bitkub.com/th/market/BTC_USDT
จากข้อมูลกราฟราคา BTC/USDT บนศูนย์ซื้อขาย Bitkub Exchange ในช่วงระหว่างวันที่ 16 ถึง 28 กันยายน 2026 แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาที่สะท้อนการตอบรับข่าวสารเชิงนโยบายอย่างชัดเจน และดูเหมือนว่าการผ่านร่างกฎหมาย Strategic Bitcoin Reserve และเงื่อนไขการล็อก 20 ปี กลายเป็น ปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง (Structural Catalyst) ที่เปลี่ยนฐานราคาบิตคอยน์จากระดับ $75,000 ขึ้นมาสร้างฐานใหม่เหนือระดับ $83,000 ได้อย่างแข็งแกร่ง
อ้างอิง: Bitkub Blog 1, Bitkub Blog 2, Whitehouse.gov, Bitcoin.com, Wikipedia
บทความโดย www.bitkub.com
________________________________
คำเตือน:
-คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
– ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต
– ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอการลงทุนหรือการจัดการใด ๆ ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เนื้อหาข้างต้นเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มของราคาโดยใช้ข้อมูลในอดีตและเครื่องมือวิเคราะห์ อาจมีการคลาดเคลื่อนได้ นักลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล