บทความโดย ชานน จรัสสุทธิกุล
หลายคนมองว่าในอนาคต ตลาดหุ้นและตลาดคริปโทฯ อาจหลอมรวมเป็นตลาดเดียวกัน แต่ถ้ามองจากพัฒนาการในปัจจุบัน จะพบว่าทั้งสองโลกกำลังเดินเข้าหากัน “คนละทาง”
ฝั่งหนึ่งคือ การนำหุ้นเข้ามาอยู่บนกระดานคริปโทฯ อีกฝั่งคือ การนำคริปโทฯ เข้าสู่ตลาดหุ้น
แม้เป้าหมายจะคล้ายกัน คือทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ได้ง่ายขึ้น แต่ความคืบหน้าของทั้งสองฝั่งกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน
*หุ้นบนกระดานคริปโทฯ
ปัจจุบัน Exchange คริปโทฯ รายใหญ่หลายแห่ง เริ่มเปิดให้ซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ในรูปแบบ Stock Futures หรือ Tokenized Stocks แล้ว
แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีข้อจำกัดหลายประการ
ประการแรก ตลาดยังไม่สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงจริง แม้กระดานคริปโทฯ จะเปิดตลอดเวลา แต่ราคาหุ้นยังอ้างอิงตลาดหุ้นสหรัฐ เมื่อ NYSE หรือ Nasdaq ปิด ตลาดจึงไม่สามารถคำนวณ Fair Price ได้อย่างน่าเชื่อถือ ทำให้การซื้อขายต้องหยุดตามไปด้วย
ประการที่สอง จำนวนหุ้นที่เปิดให้ซื้อขายยังมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ (Big Cap) เช่น Apple, Microsoft, NVIDIA, Tesla รวมถึงมีหุ้นจีนบางส่วน ขณะที่หุ้นจากประเทศอื่น รวมถึงหุ้นไทย ยังแทบไม่มีให้ซื้อขาย
อีกประเด็นหนึ่งคือ สภาพคล่อง (Liquidity) ส่วนใหญ่ยังอาศัยการเชื่อมโยงกับตลาดเดิมหรือการบริหารคำสั่งซื้อขายจากผู้ให้บริการ ทำให้ยังไม่เกิดตลาดที่มีการค้นหาราคา (Price Discovery) บนบล็อกเชนอย่างแท้จริง
สำหรับ Tokenized Stocks แม้จะซื้อขายในตลาด Spot ได้ แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ ไม่ได้ถือหุ้นจริงของบริษัท
สิ่งที่ถืออยู่คือ Token ที่อ้างอิงมูลค่าของหุ้น ดังนั้น โดยทั่วไปจึงไม่ได้รับสิทธิของผู้ถือหุ้น เช่น สิทธิออกเสียง สิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้น หรือสิทธิอื่น ๆ ตามกฎหมายบริษัท และการได้รับเงินปันผลก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ออก Token
ในอนาคต หากบริษัทจดทะเบียนสามารถออกหุ้นบน Blockchain ได้โดยตรง (Native On-chain Shares) ก็อาจทำให้ผู้ถือ Token ได้รับสิทธิผู้ถือหุ้นครบถ้วน แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่จุดนั้นยังขึ้นอยู่กับกฎหมาย โครงสร้างตลาดทุน และความต้องการของนักลงทุน
กล่าวได้ว่า ปัจจุบันการนำหุ้นเข้ามาอยู่บนกระดานคริปโทฯ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่สามารถทดแทนตลาดหุ้นเดิมได้
*คริปโทฯ บนกระดานหุ้น
ในทางกลับกัน การนำคริปโทฯ เข้าสู่ตลาดหุ้นกลับเดินหน้าได้เร็วกว่า
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อย่าง Spot ETF และ Crypto ETP ที่เปิดให้นักลงทุนในตลาดทุนสามารถลงทุนในคริปโทฯ ผ่านตลาดหุ้นได้ โดยเฉพาะ Bitcoin และ Ethereum ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก
แม้ว่าจำนวนเหรียญที่ได้รับการอนุมัติจะยังมีไม่มาก และการออก ETF ใหม่ต้องผ่านกระบวนการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าการลิสต์สินทรัพย์บน Exchange คริปโทฯ แต่ข้อได้เปรียบคือ ตลาดหุ้นมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง มีกฎหมายรองรับ และได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนสถาบันมานานหลายสิบปี
เม็ดเงินขนาดใหญ่ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน หรือกองทุนรวม จึงสามารถลงทุนในคริปโทฯ ผ่าน ETF ได้ โดยไม่จำเป็นต้องถือ Private Key เปิด Wallet หรือใช้งาน Exchange คริปโทฯ โดยตรง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินทุนไม่ได้ไหลจากตลาดหุ้นออกไปหาคริปโทฯ แต่คริปโทฯ กำลังไหลเข้าไปอยู่ในระบบตลาดทุนเดิม
*Bitcoin กำลังถูก “หุ้น” กลืนพฤติกรรมราคา
เดิมที Bitcoin ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Asset) หรือ Commodity ดิจิทัล ที่มีปัจจัยขับเคลื่อนราคาค่อนข้างแตกต่างจากตลาดหุ้น
แต่หลังการเกิดขึ้นของ Spot Bitcoin ETF นักลงทุนสถาบันสามารถลงทุนผ่านตลาดหุ้นได้โดยตรง ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ Bitcoin ผ่าน ETF แทนการซื้อ Bitcoin บน Exchange คริปโทฯ
ผลคือ พฤติกรรมราคาของ Bitcoin เริ่มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับกระแสเงินทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนเปิดรับหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-on / Risk-off) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง
แม้สินทรัพย์อ้างอิงจะยังเป็น Bitcoin เหมือนเดิม แต่ช่องทางที่เงินทุนไหลเข้ากลับเป็น “ตลาดหุ้น”
จึงทำให้หลายครั้ง ราคา Bitcoin ตอบสนองต่อปัจจัยของตลาดทุน ไม่ต่างจากสินทรัพย์ทางการเงินในระบบดั้งเดิม
ปัจจุบันเราเห็นหุ้นเริ่มเข้ามาซื้อขายบน Exchange คริปโทฯ ขณะที่คริปโทฯ ก็เริ่มเข้าสู่ตลาดทุนผ่าน ETF และผลิตภัณฑ์การลงทุนภายใต้กฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานเดิม
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเส้นทางยังเดินไปด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน
ฝั่งตลาดคริปโทฯ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำหุ้นเข้ามา โดยยังมีข้อจำกัดทั้งด้านสิทธิผู้ถือหุ้น จำนวนสินทรัพย์ สภาพคล่อง และการพึ่งพาราคาจากตลาดเดิม
ในขณะที่ฝั่งตลาดหุ้นสามารถรับคริปโทฯ เข้าสู่ระบบได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ผ่าน ETF ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสถาบันสามารถลงทุนในคริปโทฯ ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีการลงทุนหรือโครงสร้างการดูแลสินทรัพย์
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อคริปโทฯ เข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้นพฤติกรรมของสินทรัพย์ก็เริ่มเปลี่ยนไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Bitcoin ซึ่งแม้จะยังเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเหมือนเดิม แต่เมื่อเม็ดเงินจำนวนมากไหลผ่าน Spot ETF การเคลื่อนไหวของราคาก็เริ่มได้รับอิทธิพลจากกระแสเงินทุนในตลาดหุ้นและนักลงทุนสถาบันมากขึ้น
*บทสรุป
สุดท้ายแล้ว คำถามอาจไม่ใช่ว่า “อนาคตจะเป็นหุ้นบนกระดานคริปโทฯ หรือคริปโทฯ บนกระดานหุ้น?” แต่คือ “ตลาดการเงินทั้งสองกำลังหลอมรวมเข้าหากันหรือไม่?”
เพราะในท้ายที่สุด ผู้ชนะอาจไม่ใช่ตลาดหุ้นหรือกระดานคริปโทฯ แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้สินทรัพย์ทุกประเภทสามารถซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเข้าถึงนักลงทุนทั่วโลก
วันนั้น เราอาจไม่จำเป็นต้องแยกคำว่า “ตลาดหุ้น” และ “ตลาดคริปโทฯ” อีกต่อไป เพราะทั้งสองอาจกลายเป็นเพียง ตลาดการเงินดิจิทัล ที่มีสินทรัพย์ทุกประเภทอยู่บนระบบเดียวกัน