บทความโดย วรพจน์ ธาราศิริสกุล
Stablecoin กำลังเปลี่ยนสถานะจากเครื่องมือที่ใช้พักเงินและซื้อขายสินทรัพย์ในตลาดคริปโต ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจมีบทบาทตั้งแต่การโอนเงินข้ามประเทศ การชำระเงินระหว่างธุรกิจ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงการเชื่อมต่อระบบธนาคารเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชน
เลยอยากจะเขียนบทความชุด “Stablecoin: เงินดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนโลกการเงิน” จำนวน 5 ตอน ที่จะชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจ Stablecoin แบบละเอียดๆ ตั้งแต่หลักการพื้นฐาน กลไกการออกเหรียญและการบริหารเงินสำรอง ความเสี่ยงจากการหลุด Peg ไปจนถึงการแข่งขันระหว่างบริษัทเทคโนโลยี ธนาคารพาณิชย์ และรัฐบาลในการสร้าง Stable Coin ในปัจจุบัน
ซีรีส์นี้ไม่ได้มอง Stablecoin เพียงในฐานะสินทรัพย์คริปโต แต่จะวิเคราะห์ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงระบบการชำระเงิน อุตสาหกรรมการเงิน และอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ อย่างไร รวมถึงตั้งคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเตรียมตัวอย่างไร เมื่อเงินในอนาคตอาจไม่ได้อยู่เพียงในรูปของธนบัตรหรือยอดเงินในบัญชีธนาคารอีกต่อไป
ตอนที่ 1: Stablecoin คืออะไร ทำไมโลกการเงินจึงเริ่มให้ความสำคัญ
ก่อนอื่นเลย เรามาลองจินตนาการว่า ถ้าเราต้องการโอนเงินจำนวน 1,000 บาทไปให้คู่ค้าในต่างประเทศในคืนวันเสาร์
หากจะใช้ระบบธนาคารแบบปัจจุบัน เราอาจต้องรอตอนเช้า เดินไปที่ห้าง เพราะสาขาข้างนอกปิด เพื่อที่จะไปโอนเงินผ่านธนาคารตัวกลางหลายแห่ง เสียค่าธรรมเนียม และอาจใช้เวลาหลายวันกว่าที่เงินจะถึงปลายทาง
แต่หากเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ในรูปของ Stablecoin ผู้ใช้สามารถส่งเงินไปยังกระเป๋าดิจิทัลของผู้รับได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ระบบทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องรอธนาคารเปิด และสามารถตรวจสอบสถานะของธุรกรรมผ่านบล็อกเชนได้แบบ Real Time
นี่คือเหตุผลที่ Stablecoin กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “เหรียญสำหรับคนเล่นคริปโต” ไปเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่รัฐบาล ธนาคารกลาง สถาบันการเงิน และบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญ
แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราต้องกลับมาตอบคำถามพื้นฐานที่สุดก่อนว่า
เหตุใดโลกคริปโตที่เต็มไปด้วยความผันผวน จึงต้องการเงินดิจิทัลที่พยายามรักษาราคาไว้ที่ 1 ดอลลาร์?
โลกบล็อกเชนต้องการ “เงิน” ที่มีมูลค่าค่อนข้างคงที่
Bitcoin ถูกออกแบบมาให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีองค์กรกลางมาควบคุม ไม่แม้แต่ผู้สร้างเหรียญนั้นออกมา จำนวนเหรียญถูกจำกัด และการทำธุรกรรมสามารถเกิดขึ้นแบบกระเป๋าดิจิทัลสู่กระเป็าดิจิทัลโดยไม่ต้องมีคนกลาง หรือที่เรียกว่าแบบ Peer-to-Peer ได้
คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ปัจจุบัน Bitcoin เริ่มที่จะได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์ทางเลือก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาของ Bitcoin ก็ยังผันผวนอย่างมาก สามารถเพิ่มหรือลดลงหลายเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ความผันผวนดังกล่าวก็เลยเป็นข้อจำกัดสำคัญเมื่อต้องนำ Bitcoin มาใช้เป็น “เงิน” ในชีวิตประจำวันจริงๆ
ลองนึกภาพว่า ร้านค้าขายกาแฟหนึ่งแก้วในราคา 0.00005 Bitcoin วันนี้ แต่วันพรุ่งนี้มูลค่าของ Bitcoin เพิ่มขึ้น 10% ร้านค้าจะต้องเปลี่ยนราคาใหม่หรือไม่ หรือหากบริษัทกู้เงินด้วย Bitcoin แล้วราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาระหนี้ของบริษัทจะเปลี่ยนแปลงมากเพียงใด
ระบบเศรษฐกิจไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากหน่วยที่ใช้ตั้งราคา ชำระหนี้ หรือบันทึกบัญชีเปลี่ยนแปลงรุนแรงตลอดเวลา
โลกบล็อกเชนจึงต้องการสินทรัพย์ที่สามารถทำหน้าที่คล้ายเงินสด เป็นหน่วยตั้งราคา เป็นสินทรัพย์สำหรับชำระราคา และเป็นที่พักเงินระยะสั้น โดยยังสามารถเคลื่อนย้ายและใช้งานผ่าน Smart Contract ได้ ดังนั้น Stablecoin จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างเหล่านี้
Stablecoin คืออะไร
Stablecoin คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกบนบล็อกเชน และมีกลไกที่ “พยายาม” รักษามูลค่าให้ใกล้เคียงกับสินทรัพย์อ้างอิง
สินทรัพย์อ้างอิงที่พบมากที่สุดคือเงินดอลลาร์สหรัฐ โดย Stablecoin หนึ่งเหรียญมักถูกออกแบบให้มีมูลค่าประมาณ 1 ดอลลาร์ ตัวอย่างที่คนส่วนใหญ่รู้จัก ได้แก่ USDT และ USDC
อย่างไรก็ตาม Stablecoin สามารถอ้างอิงกับสินทรัพย์อื่นได้ เช่น เงินยูโร เงินเยน เงินบาท ทองคำ หรือกลุ่มสินทรัพย์หลายประเภท
คำสำคัญคือ Stablecoin ไม่ได้มีมูลค่าคงที่ด้วยตัวมันเอง แต่ต้องอาศัย “กลไกบางอย่าง” เพื่อทำให้ตลาดเชื่อว่าเหรียญหนึ่งหน่วยสามารถแลกเปลี่ยนหรือมีมูลค่าใกล้เคียงกับสินทรัพย์อ้างอิงหนึ่งหน่วยได้
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Stablecoin มีราคาเท่าไร แต่ต้องถามต่อด้วยว่า ใครเป็นผู้ออกเหรียญ มีสินทรัพย์อะไรค้ำประกัน ผู้ถือมีสิทธิแลกคืนหรือไม่ และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคนจำนวนมากต้องการถอนเงินพร้อมกัน
Stablecoin แตกต่างจาก Bitcoin อย่างไร
แม้ว่า Bitcoin และ Stablecoin จะสามารถโอนผ่านบล็อกเชนได้เหมือนกัน แต่มีวัตถุประสงค์และโครงสร้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน
Bitcoin ไม่มีเจ้าของหลัก ไม่มีเงินดอลลาร์หรือทรัพย์สินใดๆมาค้ำประกัน และไม่ได้ถูกออกแบบให้รักษาราคาไว้ที่ระดับหนึ่งระดับใด มูลค่าของ Bitcoin จะเกิดจากอุปสงค์ อุปทาน ความเชื่อมั่น และการยอมรับของตลาดเท่านั้น ข่าวดีคนมาซื้อเยอะ ราคาก็ขึ้น ข่าวร้ายคนขายเยอะกว่าราคาก็ลง
แค่ Stablecoin ส่วนใหญ่มีผู้ออกที่สามารถระบุได้ชัดเจน มีระบบเงินสำรองหรือกลไกรักษาราคา และมีเป้าหมายให้มูลค่าใกล้เคียงสินทรัพย์ที่ใช้อ้างอิง
อธิบายง่ายๆ Bitcoin ก็เปรียบเหมือน “ทองคำดิจิทัลที่หายาก มีราคาชึ้นลง” ขณะที่ Stablecoin พยายามทำหน้าที่เป็น “เงินสดดิจิทัลบนบล็อกเชน ที่ราคาคงที่”
Bitcoin จึงเหมาะกับบทบาทสินทรัพย์ลงทุนหรือสินทรัพย์ทางเลือกมากกว่า ส่วน Stablecoin เหมาะกับการพักเงิน ตั้งราคา ชำระราคา และนำไปใช้งานกับบริการทางการเงินบนบล็อกเชน
แล้ว Stablecoin ต่างจากเงินในบัญชีธนาคารอย่างไร
ตัวเลข 1,000 บาทในบัญชีธนาคาร คือสิทธิเรียกร้องที่ผู้ฝากมีต่อธนาคารพาณิชย์ การถือเงินฝากจึงเป็นการถือเงินในระบบที่อิงกับบัญชีที่เรามีกับธนาคารนั้นๆ ซึ่งเพื่อความมั่นใจ ระบบธนาคารจึงได้มีโครงสร้างการกำกับดูแลรองรับ ทั้งกฎเรื่องเงินกองทุน สภาพคล่อง การตรวจสอบ การบริหารความเสี่ยง และการคุ้มครองเงินฝากตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ
Stablecoin เป็น Token-Based Money ผู้ใช้ถือครองและโอนหน่วยดิจิทัลผ่านกระเป๋าบนบล็อกเชน ความน่าเชื่อถือจึงขึ้นอยู่กับผู้ออกเหรียญ คุณภาพของเงินสำรอง ผู้ดูแลทรัพย์สิน สิทธิในการไถ่ถอน และกฎหมายที่ใช้บังคับ
เงินฝาก คือ เราเชื่อในธนาคาร ส่วน Stablecoin คือ เราเชื่อในผู้ออกเหรียญนั้นๆ
Stablecoin ต่างจาก E-Money และ CBDC อย่างไร
E-Money คือมูลค่าเงินที่ผู้ใช้โอนเงินไปล่วงหน้าและถูกบันทึกในระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เงินในกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น True Wallet ในเมืองไทย ผู้ให้บริการต้องได้รับอนุญาตและปฏิบัติตามกฎเกี่ยวกับการแยกเงินของลูกค้า การเก็บรักษาเงินรับล่วงหน้า และการคุ้มครองผู้ใช้บริการ
ข้อแตกต่างสำคัญคือ E-Money มักเคลื่อนย้ายอยู่ภายในระบบของผู้ให้บริการหรือเครือข่ายพันธมิตร ขณะที่ Stablecoin สามารถถูกโอนไปมาระหว่างกระเป๋า แพลตฟอร์ม และบริการบนบล็อกเชนที่รองรับเหรียญนั้นแบบ peer to peer ได้แบบไม่จำกัด
อย่างไรก็ตาม Stablecoin ที่มีเงินบาทหนุนหลังและมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการ อาจมีลักษณะทางเศรษฐกิจใกล้เคียง E-Money จึงอาจจะต้องอยู่ภายใต้กรอบกำกับระบบการชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบและวัตถุประสงค์ของบริการ
ซึ่งปัจจุบันทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้มีโครงการทดสอบ Programmable Payment ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox ซึ่งเป็นการทดสอบนวัตกรรมการชําระราคาและธุรกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคา โดยใช้หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถกำหนดเงื่อนไขโดยอัตโนมัติด้วยการใช้เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology: DLT) และกลไกสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) โดยมีกลไกการรักษามูลค่าในรูปแบบเงินฝากสกุลบาทในจํานวนไม่น้อยกว่ามูลค่าของหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้น โดยการทดสอบกับผู้ใช้งานจริงในขอบเขตจำกัด (ไม่มีการใช้งานและให้บริการเป็นการทั่วไป) เช่น กำหนดพื้นที่ในการทดสอบ จำกัดจำนวนผู้เข้าทดสอบ มีกรอบระยะเวลาในการทดสอบที่ชัดเจน ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ส่วน CBDC หรือ Central Bank Digital Currency คือเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง
หากประเทศไทยจะออก Retail CBDC เงินดังกล่าวจะมีสถานะเป็นเงินของธนาคารกลางในรูปดิจิทัล คล้ายกับธนบัตรที่ถูกเปลี่ยนจากกระดาษมาอยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ จุดแตกต่างจึงอยู่ที่ “ใครเป็นผู้ออก”
Stablecoin มีกี่ประเภท
Stablecoin สามารถแบ่งตามกลไกที่ใช้รักษามูลค่าได้หลายรูปแบบ แต่ที่สำคัญมีอยู่ 4 ประเภท
1. Fiat-Backed Stablecoin
Stablecoin ประเภทนี้มีเงินสด เงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น หรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงเป็นเงินสำรอง ตัวอย่างสำคัญคือ USDT และ USDC
จุดแข็งคือกลไกเข้าใจง่ายและมีสภาพคล่องสูง แต่ผู้ใช้ต้องเชื่อมั่นว่าผู้ออกมีเงินสำรองเพียงพอ สินทรัพย์สำรองมีคุณภาพ และสามารถนำมาใช้รองรับการไถ่ถอนได้ทันเวลา
2. Crypto-Backed Stablecoin
Stablecoin ประเภทนี้ใช้สินทรัพย์คริปโตเป็นหลักประกัน เช่น การนำ Ether หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นเข้าไปล็อกใน Smart Contract เพื่อสร้าง Stablecoin ออกมา เนื่องจากหลักประกันมีความผันผวน ระบบจึงมักกำหนดให้ผู้ใช้วางสินทรัพย์ค้ำประกันเกินกว่ามูลค่าของ Stablecoin ที่สร้างขึ้น หรือ Overcollateralization ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ DAI
ข้อดีคือช่วยลดการพึ่งพาบริษัทผู้ออกเหรียญรายเดียว แต่มีความเสี่ยงจากราคาหลักประกันตก การบังคับขายหลักประกัน ระบบ Oracle และ Smart Contract
3. Commodity-Backed Stablecoin
เป็น Stablecoin ที่อ้างอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ โดยแต่ละ Token อาจแทนสิทธิในทองคำตามน้ำหนักที่กำหนด
จุดเด่นคือทำให้สินทรัพย์จริงสามารถถูกแบ่งเป็นหน่วยย่อยและโอนผ่านบล็อกเชนได้ แต่ยังต้องพึ่งพาผู้ดูแลทรัพย์สิน การตรวจสอบปริมาณทองคำ และเงื่อนไขการไถ่ถอน
4. Algorithmic Stablecoin
Stablecoin ประเภทนี้พยายามรักษาราคาด้วยอัลกอริทึม การปรับอุปทาน และแรงจูงใจในการทำ Arbitrage แทนการถือเงินสำรองเต็มจำนวน หากราคา Stablecoin สูงกว่า 1 ดอลลาร์ ระบบอาจเพิ่มอุปทาน แต่หากราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ ระบบอาจสร้างแรงจูงใจให้ลดจำนวนเหรียญลง
แนวคิดดังกล่าวดูน่าสนใจ เพราะพยายามสร้างเงินที่กระจายศูนย์และไม่ต้องถือเงินสำรองจำนวนมาก แต่ด้วยประสบการณ์จาก TerraUSD หรือ UST แสดงให้เห็นว่า เมื่อความเชื่อมั่นหายไป กลไกดังกล่าวอาจเข้าสู่วงจรการล่มสลายอย่างรวดเร็วได้
Stablecoin ถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง
ปัจจุบัน การใช้งานหลักของ Stablecoin ยังคงอยู่ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
นักลงทุนใช้ Stablecoin เป็นที่พักเงินระหว่างการซื้อขาย ใช้เป็นคู่ซื้อขาย ใช้เป็นหลักประกัน และใช้ในบริการ DeFi เช่น การกู้ยืม การให้สภาพคล่อง และการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์ แต่การใช้งานกำลังขยายไปไกลกว่านั้น
Stablecoin เริ่มถูกใช้ในการโอนเงินข้ามประเทศ การชำระเงินระหว่างธุรกิจ การจ่ายค่าจ้างให้ผู้ทำงานในต่างประเทศ การส่งเงินกลับประเทศ และการชำระราคาสินทรัพย์ที่ถูก Tokenize
ข้อมูลจาก IMF และ BIS ชี้ให้เห็นว่า ตลาด Stablecoin เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่าตลาดอยู่ในระดับประมาณ 300,000–320,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2025 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่มูลค่าธุรกรรมรวมทั้งระบบในปี 2025 ถูกประเมินไว้ประมาณ 28 ล้านล้านดอลลาร์ แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นธุรกรรมระหว่างกระเป๋าของผู้ใช้รายเดียวกัน หรือเกิดจากระบบซื้อขายอัตโนมัติก็ตาม
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า Stablecoin ไม่ใช่เรื่องชายขอบของระบบการเงินดิจิทัลอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น Stablecoin ที่อ้างอิงเงินดอลลาร์ยังครองตลาดเกือบทั้งหมด การเติบโตของ Stablecoin จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคริปโต แต่ยังเกี่ยวข้องกับบทบาทระหว่างประเทศของเงินดอลลาร์ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และอธิปไตยทางการเงินของประเทศต่าง ๆ
Stablecoin กำลังเปลี่ยนคำถามเรื่องอนาคตของเงิน
ความสำคัญของ Stablecoin ไม่ได้อยู่ที่มันมีความใหม่ทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันนำคุณสมบัติของเงินมารวมกับคุณสมบัติของบล็อกเชน มันสามารถโอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง เคลื่อนย้ายข้ามประเทศ เชื่อมกับ Smart Contract และใช้ชำระราคาสินทรัพย์ดิจิทัลได้โดยอัตโนมัติ
แต่ในเวลาเดียวกัน Stablecoin ก็นำความเสี่ยงจากโลกการเงินแบบเดิมเข้ามาอยู่ในโลกบล็อกเชน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงของธนาคาร การบริหารเงินสำรอง สภาพคล่อง การกำกับดูแล และการวิ่งถอนเงิน Stablecoin จึงไม่ได้มาแทนระบบการเงินเดิมอย่างสมบูรณ์
แต่มันกำลังสร้างชั้นเชื่อมต่อใหม่ระหว่างเงินในบัญชีธนาคาร สินทรัพย์ในตลาดทุน และระบบเศรษฐกิจบนบล็อกเชน
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าเราควรอนุญาตหรือห้าม Stablecoin แต่คือเราจะออกแบบกติกาอย่างไร เพื่อใช้ประโยชน์จาก Programmable Payment การโอนข้ามประเทศ และ Tokenization โดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อผู้บริโภค ค่าเงินบาท และเสถียรภาพของระบบการเงิน
เพราะในวันที่เงินสามารถเคลื่อนย้ายได้เหมือนข้อมูล ประเทศที่เข้าใจโครงสร้างของเงินดิจิทัลก่อน ย่อมมีโอกาสออกแบบระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคตได้ก่อนเช่นกัน และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ในตอนต่อไป เราจะไปดูว่า เบื้องหลัง Stablecoin มูลค่า 1 ดอลลาร์ มีสินทรัพย์อะไรเก็บอยู่จริง ผู้ออกเหรียญนำเงินสำรองไปลงทุนที่ไหน และเหตุใดธุรกิจ Stablecoin จึงสามารถสร้างกำไรได้มหาศาล
มาติดตามกันต่อไปนะครับ
Sources: bis.org imf.or fsb.org bot.or.th bot.or.th bot.or.th