ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หากมีใครสักคนบอกว่า Stablecoin เป็นเพียงของเล่นของโลกคริปโต อาจต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความสนใจของนักลงทุน แต่มันคือสัญญาณชัดเจนว่าระบบการเงินของโลกเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ “เงิน” กลายเป็นเป็นโปรแกรมที่ตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าได้ และกลายเป็นสิ่งที่เดินทางข้ามพรมแดนได้เร็วกว่าข้อมูลในอีเมลเสียอีก
โดยเฉพาะเมื่อกลางปีที่ผ่านมาที่ สหรัฐฯ ได้ประกาศใช้กฎหมาย GENIUS Act ซึ่งเปรียบได้กับการเปิดประตูขนาดใหญ่ให้กับ Stablecoin เดินเข้าสู่ระบบการเงินโลก Stablecoin ไม่ใช่หลักทรัพย์ ไม่ใช่สินค้าทางการเงิน แต่คือเครื่องมือการชำระเงิน และที่สำคัญ มันต้องออกโดยสถาบันที่ได้รับอนุญาต ต้องมีสินทรัพย์ค้ำเต็ม 100% และต้องอยู่ในกรอบกำกับที่เข้มงวด
ธนาคารยักษ์ใหญ่ได้เริ่มขยับตัวอย่างเป็นรูปธรรม และ Crypto Payment ก็ได้กลับมาสู่กระแสหลักที่จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่จะปรับเปลี่ยนโลกการเงินแห่งอนาคตด้วยการนำของ Stablecoin อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน วันนี้เลยอยากจะมาชวนคุยเรื่องนี้กันครับ
Crypto Payment และบทบาทของ Stablecoin ในระบบการเงินโลก
Crypto Payment หมายถึง การใช้สินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซีในการชำระค่าสินค้าและบริการ ปัจจุบันคริปโทอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum เริ่มถูกใช้ในการโอนเงินข้ามประเทศและการซื้อขายออนไลน์ แต่ความผันผวนของราคาเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ยังไม่แพร่หลายในชีวิตประจำวัน และนี่เองที่ Stablecoin เข้ามามีบทบาท – Stablecoin คือ สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยภาคเอกชนซึ่งมีมูลค่าผูกกับสินทรัพย์ที่เสถียร (เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ) ด้วยเงินสำรองค้ำประกัน ทำให้ราคามีเสถียรภาพมากกว่าเหรียญคริปโตทั่วไป
Stablecoin สามารถรวมจุดเด่นของเงินเฟียต (Fiat) และบล็อกเชนเข้าด้วยกัน กล่าวคือให้มูลค่าคงที่ใกล้เคียงเงินสกุลปกติ แต่ใช้ประโยชน์จากความรวดเร็วและต้นทุนต่ำของเครือข่ายบล็อกเชนในการโอนเงิน ด้วยศักยภาพในการโอนเงินรวดเร็วแบบ 24/7 ข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางแบบระบบธนาคารดั้งเดิม ตัวอย่างเช่น เครือข่ายการโอนเงินระหว่างประเทศแบบ SWIFT อาจใช้เวลา หลายวัน และมีค่าธรรมเนียมสูง ในขณะที่ธุรกรรม Stablecoin สามารถดำเนินการเกือบจะทันทีตลอดเวลา ลดต้นทุนและเวลาอย่างมหาศาล นอกจากนี้ธุรกรรมบนบล็อกเชนยังโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถผนวกการตรวจสอบ KYC/AML อัตโนมัติผ่านสมาร์ทคอนแทร็ก (Smart Contract) ได้อีกด้วย ซึ่งช่วยเพิ่มความทั่วถึงให้ผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการธนาคาร (financial inclusion) ได้รับบริการทางการเงิน
แม้ว่า ปริมาณธุรกรรม Stablecoin ทั่วโลกในปัจจุบันยังถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับระบบการเงินทั้งหมด (มีมูลค่าธุรกรรม on-chain ราว 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือ <1% ของธุรกรรมการเงินโลก แต่แนวโน้มการเติบโตนั้นชัดเจน แต่เมื่อกรอบกำกับดูแลชัดเจนและสถาบันการเงินเริ่มยอมรับมากขึ้น Stablecoin จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินรุ่นใหม่ที่เข้ามา disrupt ระบบการเงินดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
กฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯ กับการส่งเสริม Stablecoin
สหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมาย Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act หรือ “GENIUS Act” (2025) ซึ่งนับเป็นกฎหมายฉบับแรกในระดับรัฐบาลกลางที่ให้กรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Stablecoin โดยตรงกฎหมายนี้มีใจความสำคัญดังนี้:
- กำหนดนิยาม “Payment Stablecoin” และกรอบการกำกับดูแล: Stablecoin ที่ใช้ชำระเงิน (payment stablecoin) จะไม่ถูกนับเป็น “หลักทรัพย์” ภายใต้กฎหมายตลาดทุนสหรัฐฯ และไม่ถูกนับเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ภายใต้กฎหมายสินค้าโภคภัณฑ์หมายความว่า ตัดอำนาจกำกับของ SEC และ CFTC ออกไป ให้ Stablecoin อยู่ใต้กรอบเฉพาะของตนเอง
- การอนุญาตผู้ออก Stablecoin: มีการกำหนดให้เฉพาะสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถออก Stablecoin ได้ – หากผู้ออกเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสหกรณ์เครดิตที่มีเงินฝากค้ำประกัน ก็อยู่ใต้การกำกับของหน่วยงานดูแลธนาคารของตน ส่วนถ้าเป็นผู้ออกนอกภาคธนาคาร (Nonbank) จะต้องขอใบอนุญาตจากสำนักงานควบคุมเงินตรา (OCC)
- ข้อกำหนดด้านเงินสำรองและการคุ้มครองผู้ถือเหรียญ: ผู้ออก Stablecoin จะต้องถือเงินสำรองหนุนหลัง เต็ม 100% ของมูลค่าเหรียญที่ออก โดยสำรองต้องเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์หรือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น เพื่อรักษามูลค่าให้คงที่ นอกจากนี้ห้ามผู้ออก stablecoin เสนอผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยให้กับผู้ถือเหรียญ (ป้องกันการทำตัวเสมือนธนาคาร) และต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลแบบสถาบันการเงิน รวมถึงกฎ ป้องกันการผูกขาดการขายพ่วง (ห้ามผูกเงื่อนไขการใช้เหรียญกับการซื้อผลิตภัณฑ์อื่นของผู้ออก) และในกรณีล้มละลาย ผู้ถือ Stablecoin จะได้รับสิทธิเรียกร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ของผู้ออกเหรียญ
กฎหมาย GENIUS Act ได้ประกาศใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 หลังผ่านความเห็นชอบได้การสร้างความชัดเจนทางกฎหมายและความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมการเงิน ว่า Stablecoin สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำกับดูแล ทำให้สถาบันการเงินกระแสหลักกล้าที่จะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
กรณีศึกษา: การนำ Stablecoin และสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้โดยสถาบันการเงินชั้นนำ
หลายสถาบันการเงินขนาดใหญ่ทั่วโลกได้เริ่มทดลองหรือใช้งาน Stablecoin และโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของตนเอง ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่:
Citi ? Coinbase – ความร่วมมือพัฒนาการชำระเงินด้วย Stablecoin
ธนาคาร Citigroup (Citi) หนึ่งในธนาคารยักษ์ใหญ่ของโลก ได้ประกาศความร่วมมือกับแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโท Coinbase ในเดือนตุลาคม 2025 เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันการชำระเงินด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับลูกค้าสถาบันของ Citi ในระยะแรก โดยลูกค้าสามารถแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ในบัญชีธนาคารไปเป็นคริปโทหรือ Stablecoin บน Coinbase และกลับกัน ได้สะดวกรวดเร็ว)
ความร่วมมือนี้คาดว่าจะต่อยอดไปสู่ การแปลงเงินสกุลหลักเป็น Stablecoin เพื่อใช้ในการโอนเงินข้ามประเทศอย่างรวดเร็วและค่าธรรมเนียมต่ำ ซึ่งจะช่วย “สร้างโซลูชันที่ทำให้การชำระเงินสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้กว้างขวางขึ้น”
Visa – นำร่องการจ่ายเงินผ่าน Stablecoin ให้เร็วทันใจ
บริษัทบัตรเครดิตระดับโลก Visa เป็นอีกองค์กรที่เริ่มโครงการผสาน Stablecoin เข้ากับบริการตนเอง โดย Visa ได้ประกาศ โครงการนำร่อง “Visa Direct Stablecoin Payouts” ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สำหรับการจ่ายเงินให้ผู้รับทั่วโลกผ่าน Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ โครงการนี้เปิดโอกาสให้แพลตฟอร์มหรือบริษัทต่าง ๆ สามารถส่งการจ่ายเงิน (เช่น ค่าตอบแทนครีเอเตอร์หรืองานฟรีแลนซ์) เข้า wallet ของผู้รับเป็น Stablecoin USD แทนที่จะเข้าบัญชีธนาคารแบบเดิม ผู้รับเงินสามารถเลือกได้ว่าจะรับเงินเป็นเหรียญ stablecoin ซึ่งจะเข้ากระเป๋าดิจิทัลของตนโดยตรง ทำให้เข้าถึงเงินได้ แทบทันทีหลังถูกส่ง แทนการรอวันทำการหลายวันแบบเดิม
Western Union – ออกเหรียญ Stablecoin ของตนเองบนเครือข่ายบล็อกเชน
Western Union (WU) ผู้นำด้านบริการโอนเงินระหว่างประเทศก็ได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลด้วยการประกาศแผนออก เหรียญ Stablecoin ของตัวเองชื่อ “USDPT” (US Dollar Payment Token) ในเดือนตุลาคม 2025 โดยเลือกใช้บล็อกเชน Solana ที่มีต้นทุนต่ำและความเร็วสูง และร่วมมือกับ Anchorage Digital Bank (ธนาคารสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการกำกับ) เป็นผู้ออกเหรียญให้
Western Union ตั้งเป้าจะเปิดให้ใช้งาน USDPT ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ซึ่งจะผนวกเข้ากับเครือข่ายบริการของ WU ที่มีลูกค้ากว่า 100 ล้านคนทั่วโลก เพื่อให้ลูกค้าสามารถ ส่ง รับ ถือ และใช้จ่ายเหรียญ USDPT ได้ผ่านช่องทางของ WU ควบคู่ไปกับบริการเงินสดแบบเดิม
คู่แข่งของ WU อย่าง MoneyGram ก็ปรับแอปพลิเคชันให้รองรับการโอนเงินผ่านเหรียญ USDC บนบล็อกเชน Stellar แล้ว ขณะที่บริษัทฟินเทคยักษ์ใหญ่ นอกจากนี้ยักษ์ใหญ่อย่าง Stripe ก็กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน stablecoin ของตนเองเช่นกัน กล่าวได้ว่า stablecoin กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ธุรกิจโอนเงินและชำระเงินทั่วโลกกำลังนำมาใช้งานเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน
JPMorgan – JPM Coin และโทเค็นเงินฝากเพื่อการชำระเงิน 24/7
JPMorgan Chase ธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ได้พัฒนา “JPM Coin” ซึ่งเป็น โทเค็นเงินฝากดิจิทัล (deposit token) สำหรับใช้ภายในเครือข่ายของธนาคารมาตั้งแต่ปี 2019 และเดินหน้าต่อยอดมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน 2025 JPMorgan ได้ประกาศเปิดตัว JPM Coin รุ่นใหม่บน บล็อกเชนสาธารณะ “Base” (เครือข่ายของ Coinbase) เพื่อให้บริการลูกค้าสถาบันอย่างเต็มรูปแบบ
JPM Coin นี้ไม่ใช่ Stablecoin สาธารณะทั่วไป แต่ทำหน้าที่เป็น “โทเค็นดิจิทัลอิงเงินฝากธนาคาร” โดยแต่ละเหรียญแทนมูลค่าเงินฝากดอลลาร์ที่ลูกค้าฝากไว้กับ JPMorgan ดังนั้นธุรกรรมด้วย JPM Coin จึงเปรียบเสมือนการโอนเงินระหว่างบัญชีธนาคาร แต่ทำบนเครือข่ายบล็อกเชนที่เร็วและทำงาน นอกเวลาทำการธนาคารได้ ผลคือ ลูกค้าองค์กรสามารถโอนเงินข้ามประเทศหรือชำระธุรกรรมขนาดใหญ่ได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง แทนที่จะต้องรอเป็นวัน ๆ ตามระบบปัจจุบัน (ที่จำกัดเวลาทำการและมีขั้นตอนผ่านตัวกลางหลายชั้น
ความน่าสนใจคือ JPM Coin เป็นโทเค็นเงินฝากที่สามารถให้ดอกผลได้ (เนื่องจากผู้ถือเหรียญคือผู้ฝากเงินกับธนาคาร จึงได้รับดอกเบี้ยเงินฝากตามปกติ) ต่างจาก Stablecoin อย่าง USDC/USDT ที่ผู้ถือไม่ได้รับดอกเบี้ย ซึ่งคุณสมบัตินี้ดึงดูดนักลงทุนสถาบันที่ต้องการสภาพคล่องบนบล็อกเชนแต่ไม่อยากเสียโอกาสรับผลตอบแทน
PayPal (PYUSD) – เหรียญ Stablecoin สำหรับผู้ใช้นับล้าน
PayPal Holdings บริษัทฟินเทคชั้นนำของโลกได้สร้างความฮือฮาเมื่อเปิดตัว PayPal USD (PYUSD) ซึ่งเป็นเหรียญ Stablecoin ของตัวเอง ในเดือนสิงหาคม 2023 โดยร่วมมือกับ Paxos Trust Company เป็นผู้ออกเหรียญ PYUSD นี้ผูกมูลค่า 1:1 กับดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงินฝากธนาคารและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หนุนหลังเต็มมูลค่า ผู้ใช้ PayPal และแอป Venmo สามารถซื้อ ขาย หรือถือครอง PYUSD ได้ในอัตรา $1 ต่อ 1 PYUSD ตลอดเวลา จุดมุ่งหมายของ PayPal คือการนำสกุลเงินดอลลาร์ดิจิทัลมาให้บริการแก่ ผู้ใช้งานกว่า 430 ล้านบัญชีทั่วโลกของตน ให้สามารถโอนเงินหรือชำระเงินด้วยดอลลาร์ผ่านบล็อกเชนได้อย่างง่ายดาย แต่ยังคงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าไม่ผันผวน (เพราะตรึงกับ USD)
ในปี 2025 PayPal ได้ขยับอีกขั้นด้วยการประกาศ จับมือกับ Coinbase เพื่อผลักดันการใช้งาน PYUSD ในวงกว้างขึ้น: Coinbase จะเปิดให้ผู้ใช้ซื้อ-ขาย PYUSD บนแพลตฟอร์ม โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม และแลกคืน 1:1 เป็นดอลลาร์ได้ง่ายดายโดยตรงบน Coinbase เช่นกัน ทั้งสองบริษัทยังร่วมกันสำรวจ “Use Case” ใหม่ ๆ ในด้านการชำระเงินและการเงินกระจายศูนย์ (DeFi) ที่จะนำ PYUSD ไปใช้ประโยชน์
กรณีศึกษาในประเทศไทย: นวัตกรรม Stablecoin และสินทรัพย์ดิจิทัลในภาคการเงินไทย
ประเทศไทยเองก็ติดตามเทรนด์โลกอย่างใกล้ชิด โดยหน่วยงานกำกับดูแลการเงินของไทยได้ทดลองโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เงินดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคต ทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มุ่งศึกษา Programmable Payment และ สำนักงาน ก.ล.ต. ที่ริเริ่ม Tourist DigiPay
โดย Programmable Payment คือโครงการทดสอบใน Regulatory Sandbox ของ ธปท. ที่เปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องลองใช้ “เงินบาทดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขการชำระเงินล่วงหน้าได้” โดยใช้เทคโนโลยีสมาร์ทคอนแทร็กและบล็อกเชน พูดง่าย ๆ มันคือ การสร้างหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (token) ที่มีมูลค่าเป็นเงินบาทและมีเงินฝากเงินบาทจริงค้ำมูลค่าไว้เต็มจำนวน ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมเงื่อนไขการใช้งานได้ เช่น
- Purpose Bound Money สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ: เป็นการทดสอบให้ นักท่องเที่ยวแลกเปลี่ยนคริปโท (digital asset) เป็น “เงินบาทดิจิทัล” เพื่อนำไปใช้จ่ายค่าสินค้า/บริการผ่านการสแกน QR Code ของร้านค้าที่เข้าร่วม โดยจำกัดพื้นที่และช่วงเวลาทดสอบ
- Escrow Payment (บริการเงินเอสโครว์ดิจิทัล): เป็นการนำ DLT และสมาร์ทคอนแทร็กมาใช้ในการซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ โดยระบบจะเก็บเงินของผู้ซื้อไว้ในบัญชีกลาง (escrow) เมื่อผู้ขายส่งมอบงานหรือสินค้าตามเงื่อนไขสำเร็จ ระบบก็จะโอนเงินไปยังบัญชีผู้ขายโดยอัตโนมัติวิธีนี้เพิ่มทั้งความโปร่งใสและความเชื่อมั่นระหว่างคู่ค้า
- Asset Tokenization Payment: เป็นการทดลองใช้ เงินบาทดิจิทัล ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน สินทรัพย์ดิจิทัล ต่าง ๆ เช่น ตั๋วงานในรูปแบบดิจิทัล (Digital Ticket), โทเค็น NFT, Investment Token หรือ Utility Token บนแพลตฟอร์มซื้อขาย จุดประสงค์คือเพื่อสร้างความสะดวกและโปร่งใสในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
ส่วน TouristDigiPay คือโครงการนำร่องระยะ 18 เดือน ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่เปิดตัวในไตรมาส 4 ปี 2025 มีเป้าหมายเพื่อให้บริการ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย สำหรับแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลหรือเงินตราต่างประเทศของตนมาเป็น เงินบาทดิจิทัลเพื่อใช้จ่ายในประเทศไทย ได้อย่างสะดวก โครงการนี้เป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ก.ล.ต., กระทรวงการคลัง, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคจากธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามกฎเกณฑ์การเงินการธนาคารทุกประการ
มุมมองเชื่อมโยงระหว่างโลกกับไทย
จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า Stablecoinกำลังเข้ามาปฏิวัติระบบการเงินโลก โดยมีแรงผลักดันทั้งจากภาคเอกชนที่มองเห็นโอกาสในประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และจากกรอบกฎหมายที่เริ่มเอื้อให้ทดลองนวัตกรรมอย่างปลอดภัย สถาบันการเงินขนาดใหญ่ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทบัตรเครดิต หรือผู้ให้บริการโอนเงิน ต่างเริ่มปรับตัวนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้งานจริงจัง ตั้งแต่การออกเหรียญ Stablecoin ของตัวเอง การร่วมมือกับบริษัทคริปโท ไปจนถึงการประยุกต์ใช้โทเค็นเงินฝากและบล็อกเชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหลังบ้าน
ประเทศไทยแม้จะยังไม่มีการใช้งาน Stablecoin อย่างแพร่หลายทั่วไป เพราะยังไม่มีการอนุญาตให้เอกชนออกเงินบาท Stablecoin สาธารณะเหมือนกับที่สหรัฐฯ แต่หน่วยงานกำกับก็ได้แสดงวิสัยทัศน์ก้าวไกลด้วยการทดลอง Use Cases ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับแนวโน้มโลก บทเรียนสำคัญ คือ ทั้งโลกและไทยต่างตระหนักถึง ศักยภาพของ Stablecoin ในการเพิ่มความรวดเร็ว ลดต้นทุน และขยายความทั่วถึงของบริการการเงิน แต่ขณะเดียวกันก็ใส่ใจกับ ความเสี่ยง ที่ตามมา (เช่น การฟอกเงิน ความมั่นคงระบบการเงิน) ดังนั้นกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนและการทดสอบอย่างรอบคอบในวงจำกัดจึงมีบทบาทมาก ทั้งในระดับกฎหมาย (เช่น GENIUS Act) และระดับ sandbox (เช่น ไทย)
ในอนาคตอันใกล้ เมื่อเทคโนโลยีบล็อกเชนและ Stablecoin พัฒนาสู่ขั้นที่มั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น เงินดิจิทัลเหล่านี้ก็มีแนวโน้มจะ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟนที่เคยเป็นของใหม่มาก่อน และจะสามารถเกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ โลกของคริปโตเคอเรนซี และโลกการเงินจะบรรจบกันได้อย่างแนบเนียน ในบริบทของไทยการก้าวเดินไปพร้อมกับกระแสโลกครั้งนี้จึงเป็นทั้งโอกาสในการยกระดับระบบการเงินไทย และความท้าทายในการวางสมดุลระหว่าง นวัตกรรม กับ ความมั่นคงของระบบ ซึ่งจากตัวอย่างโครงการต่าง ๆ ที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าภาครัฐและเอกชนไทยได้เริ่มเดินหน้าอย่างมีแบบแผน เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมเชื่อมต่อกับระบบการเงินดิจิทัลโลกอย่างมั่นใจในอนาคต มาร่วมกันติดตามกันต่อไปนะครับ
บทความโดย : วรพจน์ ธาราศิริสกุล
Source : Fintechnews Reuters Visa Paypal Coindesk Mckinsey BOT