กลุ่ม ปตท. มาแล้ว หลังประกาศตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 2 และครึ่งแรกปี 2569 ออกมาโดดเด่น โดยเฉพาะบริษัทแม่ PTT ที่รอบนี้ผลงานดีมีกำไร Q2/69 สูงถึง 5.25 หมื่นล้านบาท เติบโต 143.9% จากปีก่อน และมากกว่าสองเท่าจากไตรมาสแรก ส่วน 6 เดือนแรกกำไร 7.82 หมื่นล้านบาท โต 74.5% YoY
โดยการเติบโตของ PTT ในครั้งนี้ สะท้อนการฟื้นตัวพร้อมๆกันของหลายธุรกิจในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเคมี การกลั่น จากอานิสงส์ราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น สเปรด และกำไรสต๊อก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยบวกที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 และครึ่งปีแรก พลิกกลับอย่างรวดเร็ว ตลอดจนส่วนหนึ่งเป็นผลจากการยกระดับประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุน
พระเอกของกลุ่มรอบนี้ ก็คือ PTTEP ซึ่งกำไรโค้ง2 ปีนี้ เติบโต 100% อยู่ที่ 2.71 หมื่นล้านบาท ส่วนครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 3.9 หมื่นล้านบาท โต 29% โดยกำไรของ PTTEP แข็งแกร่งจากปริมาณการผลิตทั้งจากน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ แม้จะมีความเสี่ยงอยู่ที่ทิศทางราคาพลังงานโลก และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แต่ก็ถือเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท.ที่มีคุณภาพ และยังเติบโตต่อเนื่อง
ขณะที่กลุ่ม Turnaround ที่ชัดที่สุด ก็คือ PTTGC และ IRPC โดย PTTGC พลิกขาดทุนจาก 3.61 พันล้านบาทใน Q2/68 มามีกำไรถึง 1.22 หมื่นล้านบาทใน Q2/69 กำไรพุ่งแรงกว่า 400% ส่วน IRPC มีกำไร 2.92 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนกว่า 230% หลังจากวัฏจักรปิโตรเคมี และโรงกลั่นฟื้นตัว แม้อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะประกาศว่าปิโตรเคมีเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่ อย่างเต็มตัวแล้ว แต่อย่างน้อยผู้บริหาร PTTGC ก็เชื่อมั่นว่า ผลประกอบการของ GC จากนี้อีก 2 ปี จะไม่กลับไปขาดทุนอย่างแน่นอน
ส่วนฝั่งของ TOP หากมองใน 2 มุมจะเห็นว่าราคาน้ำมันที่แกว่งตัวสามารถสร้างกำไรจากสต๊อกได้ในไตรมาสแรก แต่ในไตรมาส 2 กลับกลายเป็น Stock Lossง โดย TOP มีกำไรลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก อยู่ที่ 8.28 พันล้านบาทจากผลขาดทุนสต๊อก หลังราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรเพิ่มขึ้น 27% ขณะที่ OR เป็นบริษัทเดียวในกลุ่มที่ขาดทุน 1.77 พันล้านบาท ลดลง 179% เทียบกับ Q2/68 และลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วยเช่นกัน หลังจากถูกกดดันจากธุรกิจ Mobility ทั้งปริมาณขายที่ลดลง และผลกระทบจากสต๊อก แม้ Caf? Amazon ยังทำยอดขายได้แข็งแกร่ง
ในขณะที่ GPSC ซึ่งเป็นหุ้นโรงไฟฟ้าตัวเดียวในกลุ่ม มีกำไร Q2/69 ลดลง 9% อยู่ที่ 1.87 พันล้านบาท แต่ครึ่งปีแรกมีกำไร 3.53 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% YoY จากธุรกิจ SPP ที่ได้แรงหนุนจากความต้องการไฟฟ้าและไอน้ำของลูกค้าอุตสาหกรรม รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
มองแบบนี้ ต้องบอกว่ากำไรกลุ่ม ปตท. ในโค้งที่ 2 ของปีออกมาดี และถือว่าดีกว่าที่คาดหมายไว้ แต่ไตรมาส 3 และครึ่งปีหลัง ยังต้องกลับมาดูว่ากำไรกลุ่ม ปตท. ที่ฟื้นตัวคราวนี้ จะเป็นกำไรที่ฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนต่อเนื่องตลอดปีหรือไม่ เมื่อดูจากราคาน้ำมันที่กลับมาทรงตัวในระดับสูงอีกครั้ง หลังสงครามตะวันออกกลาง ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงการสู้รบระหว่างรัสเซีย และยูเครน ที่กลับมารุนแรงอีกรอบ อีกทั้งวัฎจักรปิโตรเคมี ที่ยังคงรักษาระดับสูงได้ต่อไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อผลงานของกลุ่ม
เว้นแต่ว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง กลับมาดีขึ้น การเจรจาหยุดยิงชัดเจนขึ้นอีกครั้ง และช่องแคบฮอร์มุซเปิด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบลดลง หรือพักฐาน ก็จะทำให้โอกาสเกิด Stock Gain ก้อนใหญ่ เหมือนครึ่งปีแรกน้อยลง และอาจมีความเสี่ยงเป็น Stock Loss เล็กน้อย ตลอดจนค่าการกลั่นที่อาจย่อตัวลงเข้าสู่ระดับปกติ ซึ่งจะกดดันกำไรของ TOP, PTTGC และ IRPC ไม่ให้พุ่งทะยานเหมือนช่วงไตรมาส 2 ซึ่งก็อาจจะกดดันกำไรของกลุ่มในช่วงที่เหลือของปี
แต่อย่างไรก็ดี กลุ่ม ปตท. ก็ยังมีแรงหนุนจากธุรกิจก๊าซฯ และไฟฟ้า ประคองไว้ โดยธุรกิจก๊าซธรรมชาติของ ปตท. และโรงไฟฟ้า GPSC จะเป็นตัวช่วยพยุงฐานกำไร เนื่องจากต้นทุนก๊าซยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนธุรกิจค้าปลีก (OR) ที่แม้ไตรมาส 3 จะเป็นช่วงไตรมาสที่ซบเซา แต่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ดีในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของการท่องเที่ยวและการเดินทางช่วงท้ายปี
เพราะฉะนั้น 6 เดือนหลัง จึงยังคงเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายของผลงานกลุ่ม ปตท.