7 เดือนแล้ว หลังจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านปะทุขึ้น แต่ดูเหมือนว่าวิกฤตพลังงานกลับไม่ได้คลี่คลายลงตามที่ตลาดเคยคาดหวัง ตรงกันข้าม ความขัดแย้งกลับขยายวงกว้างออกไป
จากเดิมสหัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน ก็เพิ่มวงฮูตี กับซาอุดิอาระเบีย เข้าไปอีก ยังไม่รวมความขัดแย้งรัสเซีย และยูเครน ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง ทำให้ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ กำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานโลก ที่เกิดจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน การปิดกั้นเส้นทางขนส่ง และภาวะขาดแคลนเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนไม่ได้เพิ่มเฉพาะราคาน้ำมันดิบ แต่ลามไปถึงค่าระวาง ค่าประกันภัย และราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ประเมินว่าอุปทานน้ำมันโลกปีนี้อาจลดลงถึง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง
ขณะที่สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตราคาน้ำมันในอดีต เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ มีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ แต่อยู่ที่น้ำมันจะขนส่งออกจากแหล่งผลิตได้อย่างไร และมีต้นทุนเท่าไหร่ แม้กลุ่มประเทศผู้ผลิตในตะวันกลางหลักๆ ทั้ง ซาอุฯ กาตาร์ พยายามใช้การถ่ายน้ำมันกลางทะเลเพื่อรักษาปริมาณส่งออก แต่ค่าขนส่งเรือขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมากกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกทั้งล่าสุดเส้นทางสำรองสำคัญของซาอุดีอาระเบียก็เผชิญข้อจำกัด จากการถูกโจมตีจากกลุ่มฮูตี จนกระทบการขนส่ง และทำให้ระบบพลังงานของโลกเหลือพื้นที่รองรับเหตุฉุกเฉินน้อยลงไปอีก
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อเรายังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากกว่า 60% และต้องนำเข้าก๊าซบางส่วนจากต่างประเทศ ความเสี่ยงจากราคา LNG จึงอาจกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ กระทบกำลังซื้อประชาชน และลดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ในขณะที่ราคาดีเซลในประเทศขยับขึ้นมาเหนือ 40 บาทต่อลิตรอีกครั้งแล้ว
ดังนั้นโจทย์ยากของรัฐบาลคือจะบรรเทาค่าครองชีพโดยไม่สร้างภาระการคลังเกินตัว เพราะการตรึงราคาหรืออุดหนุนพลังงานอาจช่วยลดความเดือดร้อนในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อ มาตรการดังกล่าวจะกลายเป็นภาระกองทุนน้ำมัน และงบประมาณแผ่นดิน เพราะฉะนั้นรัฐบาลอาจใช้วิธีช่วยเหลือจากการอุดหนุนราคาแบบครอบคลุม ไปสู่การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจที่จำเป็น ควบคู่กับการบริหารสำรองพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้า และการทำสัญญาจัดหาระยะยาว เพื่อลดความผันผวนจากตลาดซื้อขายทันที
7 เดือนที่ผ่านมา กำลังแสดงให้เห็นว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ควรถูกบริหารเพียงการใข้มาตรการเฉพาะหน้า แต่เราต้องเร่งเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ทั้งโซลาร์ภาคประชาชน พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า เพราะความมั่นคงทางพลังงานในวันนี้ไม่ได้หมายถึงการมีเชื้อเพลิงสำรองเท่านั้น แต่หมายถึงการกำจัดจุดอ่อนของประเทศ ก่อนที่ราคาพลังงานจะกลายเป็นต้นทุนถาวรที่ฉุดเศรษฐกิจประเทศให้อ่อนแรงหนักกว่าเดิม