บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

วิกฤติอาหารโลก... โอกาสหุ้นอาหารไทย

วิกฤติอาหารโลก... โอกาสหุ้นอาหารไทย

 

     กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก และใหญ่ขนาดเป็นวิกฤติของโลกไปแล้ว สำหรับราคาอาหารที่ถีบตัวขึ้นสูงอย่างไม่หยุดยั้ง จากภาวะปัจจุบันที่ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหากับสินค้าราคาแพง 

 

    เมื่ออัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มาเป็นเวลานาน ขณะที่สถานการณ์สงครามยูเครน และรัสเซียที่ยืดเยื้อ จนกระทบต่อการส่งออกอาหาร เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าทั้งรัสเซีย และยูเครนเป็นแหล่งผลิตอาหารส่งออกลำดับต้นๆ ของโลก

    จนทำให้ล่าสุดหลายประเทศเริ่มเผชิญกับปัญหาอาหารไม่เพียงพอ และประกาศชะลอการส่งออกวัตถุดิบอาหารชั่วคราว  เช่นอินเดียสั่งห้ามส่งออกข้าวสาลี ในเดือนนี้ เนื่องจากผลผลิตลดลงและราคาข้าวสาลีเพิ่มขึ้นมากสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่มาเลเซีย ก็ระงับการส่งออกไก่จำนวน 3.6 ล้านตัว อย่างไม่มีกำหนด จากก่อนหน้าที่อินโดนีเซีย ประกาศส่งออกน้ำมันปาล์ม แม้จะเพิ่งยกเลิกคำสั่งไปเมื่อไม่กี่วัน แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า อีกหลายๆ ประเทศ หรือแม้แต่อินโดฯ เองจะกลับมาห้ามส่งออกอีก หากการผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายใน

 

    ถึงขนาดที่ นายเดวิด มัลพาสส์ ประธาน WORLDBANK ออกมาเตือนว่า ปัญหาวิกฤติอาหารโลก อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย โดยล่าสุดเวิล์ดแบงก์ได้ปรับลดเป้าจีดีพีทั่วโลกในปีนี้จากเดิมที่ขยายตัว 4.1% เหลือ 3.2%

    แต่อย่างไรก็ดี วิกฤติราคาอาหารที่แพงขึ้น กลับกลายเป็นโอกาสของหุ้นกลุ่มอาหารในบ้านเรา โดย บล. เอเซียพลัส ประเมินว่าปัญหาโลกที่เผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อจากการฟื้นของเศรษฐกิจหลังเกิดโควิดนาน และสงครามยูเครน-รัสเซีย ที่ยืดเยื้อ ในมุมกลับกันยังมีกลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ โดยราคาไก่ล่าสุด ปรับเพิ่มขึ้น 2.4% จากสัปดาห์ก่อนสูงสุดในรอบ 6 ปี

    ขณะที่ราคาหมูหน้าฟาร์มก็ปรับเพิ่มขึ้น จากปัญหาขาดแคลนสุกร ส่วนราคาน้ำมันปาล์มดิบโลกเพิ่มขึ้น จากความกังวลภัยแล้ง ทำให้แนวโน้มผลผลิตปาล์มออกสู่ตลาดลดลง และส่าสุดน้ำตาลดิบโลกล่าสุด เพิ่มขึ้น 5.7% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังอินเดีย (ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก) ประกาศจำกัดส่งออกน้ำตาลไม่เกิน 10 ล้านตัน จนถึง ต.ค.65

 

     กองบรรณาธิการอีไฟแนนซ์ ได้รวบรวมหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จาก ประเด็นดังกล่าว โดย CPF GFPT TFG ต่างก็ได้รับผลบวกจากกรณีที่มาเลเซียระงับส่งออกไก่ และ CPF TFG ยังได้รับผลดีจากปัญหาหมูขาดแคลน ขณะที่ UVAN UPOIC VPO CPI LST ก็ได้รับอานิสงส์จากปัญหาน้ำมันปาล์มดิบที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง และล่าสุดหุ้นในกลุ่มน้ำตาล อย่าง KTIS KBS BRR ก็ได้รับอานิสงส์จากการจำกัดการส่งออกของอินเดีย

    ส่วน บล. หยวนต้า มีมุมมองว่า แนวโน้มกลุ่มอาหารในไตรมาส 2/65 กลุ่มฟาร์มสัตว์บก โดยเฉพาะทั้งหมู และไก่ จะเติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งจากการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัว และราคาหมู/ไก่ฟื้นตัวเด่น โดยเฉพาะไก่ แม้ว่าต้นทุนขายจะปรับเพิ่มขึ้น แต่น้อยกว่าราคาเนื้อไก่ รวมถึงได้ประโยชน์จากการส่งออกไก่ หลังจากล่าสุดมาเลเซียประกาศระงับการส่งออกไก่

    โดยหยวนต้า เห็นว่า GFPT จะได้ประโยชน์ และเลือกเป็น TOP PICK โดยมองว่ากำไรในไตรมาส 2/65 จะเติบโตดี และเป็นจุดพีคสุดในไตรมาส 3/65 รวมถึงกำไรปี 65 มีแนวโน้มเติบโตเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานที่ต่ำในปีก่อน แม้ในภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม โดยราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside 24.4% โดยปรับคำแนะนำขึ้นจาก Trading เป็น ซื้อ

 

    วิกฤติก็ยังเป็นโอกาสได้ในทุกๆสถานการณ์จริงๆ แต่จะใช้โอกาสที่มีนั้นได้นาน และมากแค่ไหน เลือกลงทุนกัน 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh