บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

วิกฤตซ้อนวิกฤต? น้ำมัน-เงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด ซ้้ำแผลโควิด

วิกฤตซ้อนวิกฤต? น้ำมัน-เงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด ซ้้ำแผลโควิด

   หลังจากได้เขียนถึงประเด็นสงครามระหว่าง รัสเซีย - ยูเครนไปเมื่อครั้งก่อน  จนผ่านมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ สถานการณ์ต่างๆ ของทั้ง 2 ฝ่าย  ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนคลายลง แม้ว่าเกิดการเจรจาไปแล้วก็ตาม  มิหนำซ้ำหลายๆ อย่างยังคงทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะล่าสุดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ที่ตั้งอยู่ในยูเครนเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมาจากการโจมตีของฝั่งรัสเซีย ยิ่งทำให้ทั่วโลกผวาหนักยิ่งกว่าเดิม   

 

    ในแง่ของตลาดเงินตลาดทุนแน่นอนว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว เราได้เห็นแรงขายกระหน่ำออกมาทุกตลาดหุ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา  ขนาดที่นักวิเคราะห์ถึงกับกุมขมับ  เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าจากนี้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด เพราะทุกการเคลื่อนไหวของทั้ง 2ฝ่าย มีผลกระทบโดยตรงกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่สามารถชี้เป็นชี้ตายเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทยได้เลย

 

    พอพูดถึงราคาน้ำมันล่าสุด ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็ยังทะยานไม่หยุดจนมาเฉี่ยวๆ 115-116 เหรียญกันแล้ว และยิ่งสถานการณ์ยังไม่มีทีท่าจะยุติในเร็ววัน กูรูพลังงานทั้งหลายก็ออกมาบอกให้เตรียมใจแล้วว่า อาจจะได้เห็นราคาน้ำมันโลกพุ่งพรวดไปแถว 140 เหรียญอีกครั้งเหมือนเมื่อปี 2551 หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้น ทางเจพี มอร์แกน เองประเมินว่าอาจะไปถึงระดับ 180 กว่าเหรียญ ซึ่งแทบไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าถึงเวลานั้นจริงราคาค้าปลีกน้ำมันในไทยจะพุ่งไปเท่าไหร่ และจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกมหาศาลแค่ไหน  

 

    บรรดาสำนักเศรษฐกิจของไทย ต่างเริ่มออกมาปรับเป้าเศรษฐกิจ ว่าจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันกันมากขึ้น อย่างเช่นคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก็ปรับลดเป้าจีดีพีปีนี้ลง เหลือ 2.5 - 4.5% จากเดิมที่ 3-4.5% และอัพเป้าเงินเฟ้อเป็น 3% เข้าให้แล้ว  และที่สำคัญ กกร.มองด้วยว่าเราจะต้องอยู่กับเงินเฟ้อ 3% อีกนานพอสมควร 

    หรืออย่าง สดๆ ร้อนๆ กระทรวงพาณิชย์ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ก.พ.อยู่ที่ 5.28% เหตุสินค้ากลุ่มพลังงานปรับตัวสูงขึ้นโดยตรง และทางกระทรวงเองยังบอกอีกด้วยว่า มีแนวโน้มที่จะปรับ คาดการณ์เงินเฟ้อปี 65 ใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์แม้ไม่ได้บอกมาโดยตรงว่าจะปรับขึ้นหรือลง แต่ดูจากปัจจัยต่างๆ ก็แทบจะไม่ต้องเดามาทางกระทรวงพาณิชย์มองไปในทิศทางขาขึ้นแน่นอน  

 

    เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแบบผิดธรรมชาติแบบนี้ มักจะพ่วงมาด้วยภัยเงียบต่อเศรษฐกิจอีกมากมาย สิ่งหนึ่งที่จะเห็นได้ชัดสุดนั่นคือภาระค่าใช้จ่ายด้านของประชาชน ทั้งราคาน้ำมัน ราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ในขณะที่รายรับ-ค่าแรงของหลายๆ คนยังเท่าเดิม หรือแม้แต่ภาคธุรกิจเองก็จะมีต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มตามไปด้วย  

    หลายฝ่ายโดยเฉพาะภาคเอกชนก็ออกมาถามหาความช่วยเหลือจากรัฐบาลกันอีกแล้ว อย่าง กกร.เองก็มองว่ารอบนี้อาจจะถึงคราวจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องกู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจกันอีกรอบ นั่นเท่ากับว่าจะทำให้ภาระหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล จากที่ก่อนหน้าเพิ่งกู้มาแก้วิกฤติโควิด-19   

    ส่วนภาคประชาชนก็ต้องการให้รัฐขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายที่พุ่งขึ้น ซึ่งภาครัฐเองก็ยังมองว่ายังไม่ถึงเวลา เพระาการขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องใหญ่ กระทบต้นทุนผู้ประกอบการได้  

    หรือจะเป็นเข้ามาจัดการดูแลราคาค้าปลีกน้ำมัน ที่พุ่งไม่หยุด ซึ่งเบื้องต้นรัฐเองก็ใช้กลไกของกองทุนพลังงานเข้ามาคุมราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร แต่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะฝืนกลไกตลาดได้อีกซักกี่น้ำ เพราะราคาน้ำมันโลกไม่มีทีท่าว่าจะลงมาง่ายๆ 

 

    ที่น่าเป็นห่วงสุดก็คงเป็นภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เริ่มมีความกังวลออกมากันแล้วว่า จะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือไม่ เพราะลำพังหากไม่มีปัจจัยเรื่องพลังงาน ปัญหาโควิดที่ระบาดหนักในขณะนี้ก็ยังทำให้เศรษฐกิจไทยแทบจะโงหัวไม่ขึ้นอยู่ หากมีวิกฤตพลังงานมาซ้ำอีกเป็นดาบที่ 2  ก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร 
 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh