บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง ยังแค่ระยะสั้น

เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง ยังแค่ระยะสั้น

          หลังจากเห็นตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนเมษายน ที่ผ่านมา พุ่งไปถึง 4.2% หรือสูงที่สุดในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 ก็ทำให้หลายต่อหลายคนตกอกตกใจไม่น้อย ทั้งที่ก่อนหน้าก็คาดไว้อยู่แล้วว่าเงินเฟ้อเมืองมะกันในเดือนนี้จะเพิ่มขึ้นแน่ๆ จากสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของโจ ไบเดน เพียงแต่ไม่คิดว่าจะสูงถึงระดับดังกล่าว เพราะนั่นเท่ากับว่าหากเงินเฟ้อยิ่งสูง โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย และยกเลิกมาตรการQE ก็จะมีสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

          ลองไล่เรียง มาตรการของไบเดน หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ที่หลายคนถึงกับออกปากว่า ลุงแกเล่นใหญ่มากๆ กับการออกมาตรการมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์  แบบรัวๆ แรงๆ ประกอบด้วย 1.มอบเงินช่วยเหลือ 1,400 ดอลลาร์ ให้กับประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 75,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี  2.เพิ่มเงินช่วยเหลือบุคคลว่างงานสัปดาห์ละ 300 ดอลลาร์/สัปดาห์  3.ขยายการลดหย่อนภาษีบุตร สำหรับพ่อแม่ที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ตั้งแต่ 3,000 - 3,600 ดอลลาร์

          4.สนับสนุนเงิน 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ให้กับแผนประกันสุขภาพที่มาจากกฎหมายประกันสุขภาพ Affordable Care Act (ACA) หรือโอบาม่าแคร์  5.สนับสนุนเงิน 3.5 แสนล้านดอลลาร์สำหรับช่วยหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น 6.สนับสนุนเงิน 1.7 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับช่วยให้และพัฒนาโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ รวมไปถึงอีก 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในการจัดการวัคซีนโควิด และ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในการตรวจโควิด-19

          เรียกได้ว่า กระตุ้นกำลังซื้อกันแบบสุด ๆโดยเฉพาะกลุ่มคนว่างงานของสหรัฐฯ ที่จะมีเงินใช้จ่ายไปจนถึงเดือนกันยายน เลยทีเดียว ทำให้สินค้าอุปโภค บริโภค ถีบตัวขึ้นไปสูงตามไปด้วย รวมไปราคารถมือสอง ตลอดจนสินค้าบริการอย่าง ราคาตั๋วเครื่องบิน ค่าเช่าที่พักอาศัยชั่วคราว ค่าเข้าชมการแข่งขันกีฬา ซึ่งสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของสหรัฐฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุผลที่เงินเฟ้อของเมืองลุงแซมปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่การฉีดวัคซีน ที่ทำไปได้กว่า 50% ของประเทศ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ประชาชนอเมริกัน กล้าที่จะออกมาจับจ่ายใช้สอย 

          ซึ่งความกังวลเรื่องของอัตราดอกเบี้ย และนโยบายการเงินที่อาจเปลี่ยนแปลงไปเพราะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะกดดันให้เฟด อาจต้องออกจากมาตรการการเงินแบบผ่อนคลายเร็วขึ้น โดยเฉพาะหากสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจจะส่งผลต่อเงินทุนไหลออกอีก ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ 

          แต่อย่างไรก็ดี จากมุมมองของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ บล.กิมเอ็ง ยังเชื่อว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนั้น น่าจะแค่ระยะสั้นเท่านั้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรฯ มองว่า เฟดน่าจะยังให้น้ำหนักต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อ และคงไม่ถอนมาตรการการเงินแบบผ่อนคลายในระยะอันใกล้ เนื่องจากเฟดน่าจะยังคงต้องติดตามทิศทางเงินเฟ้อไปอีกระยะหนึ่ง โดยเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในเดือนเม.ย. อาจเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว

          ซึ่งหากปัจจัยฐานต่ำ แรงหนุนจากการชดเชยอุปสงค์ที่ค้างจากช่วงก่อนหน้า (Pent-up demand) และปัญหาการขาดแคลนในฝั่งอุปทานนั้นคลี่คลายลง รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับมาเป็นปกติมากขึ้น ทิศทางเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าอาจปรับลดต่ำลง ส่งผลให้เฟดจึงยังไม่มีความจำเป็นในการดำเนินนโยบายแบบตึงตัวเพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ

          อีกทั้งศูนย์วิจัยฯ มองว่า นอกจากนี้ เฟดน่าจะให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของตลาดแรงงานเป็นสำคัญ โดยแม้ว่าปัจจุบันตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่จำนวนคนว่างงานยังอยู่สูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 อย่างมาก โดยอัตราการว่างงาน ณ เดือนเม.ย.2564 อยู่ที่ 6.1% ปรับลดลงอย่างมากจากระดับสูงสุดในปีก่อนที่ 14.8%

          ดังนั้น เฟดน่าจะต้องยืนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไปจนถึงอย่างน้อยสิ้นปีนี้ 

          ขณะที่ บล.กิมเอ็ง มองว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้น สร้างความกังวลต่อตลาดหุ้นให้มีโอกาสปรับฐาน แต่ยังไม่ใช่ขาลงรอบใหม่ แม้อัตราเงินเฟ้อ (CPI) ที่เร่งตัวมากกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ น่าจะสร้างความกังวล แต่ก็ยังประเมินว่าไม่ใช่จุดเปลี่ยนแนวโน้มของตลาด (จากขาขึ้นรอบใหญ่เป็นขาลง) เนื่องจาก 1) ตลาดยังรอความชัดเจนในการประชุม FOMC ครั้งถัดไป วันที่ 15-16 มิ.ย. 2) การเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อเดือน เม.ย. เกิดขึ้นเป็นเดือนแรก  ซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก Pent-up Demand ของกิจกรรมหลังเปิดเมือง จึงยังต้องรอบทพิสูจน์ว่าในช่วงถัดไปจะสามารถยืนระยะได้หรือไม่ โดยจับตาการรายงานเฟ้อ พ.ค. วันที่ 10 มิ.ย. และ  3) สหรัฐฯยังไม่ผ่านพ้นวิกฤต COVID-19 อย่างสมบูรณ์แบบ

          เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นแบบนี้แล้ว จึงสบายใจไปได้ระดับหนึ่งว่ายังไง นโยบายการเงินคงยังไม่กลับทิศแบบฉับพลันทันได้ ยกเว้นแต่ว่าเดือนพ.ค. และมิ.ย. จากนี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เมื่อนั้นล่ะ ไม่กังวลไม่ได้แล้ว 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh