บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

หนี้สาธารณะทะลุเพดาน- หนี้ครัวเรือนก็พีค

หนี้สาธารณะทะลุเพดาน- หนี้ครัวเรือนก็พีค

      สัปดาห์นี้มีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศไทย ว่ามีแนวโน้มที่จะทะลุเพดาน 60% ต่อจีดีพี เกินเป้าที่กระทรวงการคลังวางไว้ หลังจากการระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงยืดเยื้อและน่าจะยังไม่คลี่คลายลงในเร็ววันนั้น ทำให้มาตรการเยียวยาต่างๆของรัฐบาลต้องดำเนินต่อไป และอาจมีความจำเป็นต้องหาเงินเพิ่มขึ้นอีก

 

    โดยบทวิเคราะห์จาก บล.เอเซียพลัส ระบุชัดเจนจากตัวเลขหนี้สาธารณะอิงจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน. ) ว่า หนี้ฯต่อจีดีพี ณ ก.ย. 64 จะเพิ่มเป็น 58.88% ใกล้แตะเพดานที่ 60% เพราะฉะนั้นหากรัฐต้องจัดหาเงินทุนเพิ่ม ก็คาดปี 65 มีโอกาสที่ตัวเลขหนี้จะเกินเพดาน โดยเอเซียพลัสคาดว่าในระยะถัดไปรัฐบาลน่าจะพิจารณามาตรการกระตุ้นชุดใหม่ๆเพิ่มเติม อาทิ ช็อปดีมีคืน เรารักกัน , เราชนะ ฯลฯ

    แต่อย่างไรก็ตามเอเซียพลัส ประเมินจากแหล่งเงินทุนของรัฐฯ ว่าในอนาคตรัฐฯ อาจจะเผชิญข้อจำกัด คือ งบประมาณจะมีวงเงินสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจราว 7.43 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 

    1. ) เงินในปีงบประมาณ 64 จำนวน 1.54 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 65 จำนวน 5.89 แสนล้านบาท 

    2.) พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท หลังจากเงินกู้จาก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านเบิกใช้ใกล้ครบแล้ว และข้อจำกัดจากเพดานหนี้สาธารณะ ที่บอกไปก่อนหน้านี้่

 

    ขณะที่กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร(KKP) ก็ประเมินว่าระดับหนี้สาธารณะต่อรายได้ของไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใกล้เพดานวินัยทางการคลังที่ 60% และ คาดว่าจะเกินระดับดังกล่าวในปี 65 เพียงแต่ด้วยระดับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงรัฐบาลยังมีศักยภาพในการสร้างหนี้เพิ่มขึ้นได้ หากมีความจำเป็นแต่รัฐบาลต้องมีแผนในการปรับลดการขาดดุลในอนาคตเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง และ ความเชื่อมั่น และ ต้องมีการจัดลำดับของการใช้จ่ายในปัจจุบันให้สอดคล้องกับความจำเป็นของสถานการณ์

    ซึ่งก่อนหน้านี้ สบน. ก็เคยบอกว่า กรอบหนี้ 60% นั้น ถือเป็นภาวะปกติ เพียงแต่หากมีเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ที่ไม่ปกติไปจากเดิม สามารถเพิ่มหรือเกินกรอบได้ เพราะฉะนั้นเมื่อประเมินจากภาพรวมเศรษฐกิจ และการระบาดของโควิดที่ตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นอยู่นั้น อีกทั้งล่าสุดรัฐบาลอาจจะขยายเวลาการล็อกดาวน์ออกไปอีก ซึ่งหากต้องยืดเวลาออกไปอีก 1-2 เดือน ก็เท่ากับว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องออกมาตรการเยียวยาเพิ่มขึ้น

    โดยตัวเลขหนี้ฯ ล่าสุด ณ เดือนพ.ค. 8.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 55.4% ต่อจีดีพี แต่หากเป็นหนี้รัฐบาลอย่างเดียว จะอยู่ที่ 7.6 ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นมองแบบโลกสวย ตอนนี้รัฐบาลยังก่อหนี้ได้อีกเล็กน้อย แต่ถ้ายังคงกู้มาเพิ่มเติมอีก ก็รับรองว่าปีหน้า หนี้ทะลุเพดานอย่างที่โบรกเกอร์คาดการณ์ไม่ต้องสงสัย เพราะถ้ายังคุมโควิดไม่อยู่แบบนี้ ประชาชนอาจต้องแบกหนี้กันหลังแอ่นเลยทีเดียว

    นอกจากหนี้สาธารณะ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนก็เป็นอีกประเภทที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจยังเดินหน้าไม่ได้จากวิกฤตโควิด การบริโภค การใช้จ่าย แทบหยุดชะงัก ปากท้องประชาชนก็เริ่มมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้อุปโภคบริโภค ล้วนบั่นทอนชีวิตประชาชนทั้งสิ้น โดยตัวเลขหนี้ครัวเรือนล่าสุดในไตรมาส 1/2564 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 14.13 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90.5% ต่อจีดีพี สูงสุดในรอบ 18 ปี และสูงขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 89.4% ต่อจีดีพี ในไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าสถานการณ์หนี้สินของประชาชนมีอัตราการเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

 

    โดยก่อนหน้าศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า วิกฤตโควิด 19 ที่ลากยาวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปีจะเพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พร้อมๆ ตอกย้ำวังวนปัญหาหนี้สินของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ หรือมีรายได้ลดลงจนมีผลกระทบต่อความสามารถในการชำระคืนหนี้ และคาดว่าแนวโน้มในปี 2564 นั้น ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทย จะขึ้นมาอยู่ในกรอบ 90-92% ต่อจีดีพี จากกรอบเดิมคาดที่ 89-91%

    ขณะที่ EIC SCB มองว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปีนี้จะอยู่ในช่วง 88-90% และยังมีความเป็นไปได้ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนภายในปี 2564 อาจปรับเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีก หากผลของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด มีความรุนแรงและต่อเนื่องจนทำให้ GDP ลดต่ำลงกว่าที่คาด

 

    เห็นตัวเลขแบบนี้ถือว่าคนไทยเข้าสู่ภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวจริงๆ ทั้งในส่วนหนี้สาธารณะของภาครัฐ ที่ต้องมาร่วมแบกภาระไปด้วย กับหนี้ครัวเรือน ที่ตอนนี้หลายครัวเรือนหนักหนาสาหัส ยิ่งรัฐบาลยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ อาศัยแค่การล็อกดาวน์ไปเรื่อยๆ เมื่อตัวเลขยังไม่ลด ยิ่งไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเลย แม้ว่าเราอาจต้องยอมรับว่าการล็อกดาวน์อาจช่วยได้ แต่นั่นก็ต้องอาศัยการบังคับที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งปัจจุบันยังมีน้อย 
 

    เราก็คงได้แต่คาดหวังว่ารัฐบาลจะเร่งรีบแก้ไข เพราะการกู้เงินมาเยียวยานั้นไม่ใช่ทางออกระยะยาว จากที่เห็นรัฐบาลทำมา เพราะมาตรการแจกเงินต้องใช้ไปพร้อมกับการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย แต่เมื่อล็อกดาวน์ กิจกรรมต่างๆหลายอย่างหยุดชะงัก การออกไปจับจ่ายใช้สอยก็ยากขึ้น การเห็นผลที่เป็นรูปธรรมก็ยากขึ้น นอกจากจะเพิ่มหนึ้แล้ว ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ด้วย นอกจากต้องเร่งควบคุมการระบาดให้ลดน้อยลงโดยเร็วที่สุด

    หนี้สาธารณะก็ทะลุเพดาน หนี้ครัวเรือนก็ทะลุเป้า ชีวิตมันอยู่ยากขึ้นทุกวัน







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh