บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

การเมือง "ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร"

การเมือง

    "ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร" วลีที่ใช้ได้กับทุกยุค ทุกสมัย ของการเมือง หรือจะบอกว่าเป็นธรรมชาติของการเมืองที่ทุกคนเข้าใจได้เป็นอย่างดี 

 

    ในทันที ที่ราชกิจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯประกาศให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน พ้นจากตำแหน่ง ตามที่นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูล หลังมีข่าว ร.อ. ธรรมนัส ยื่นลาออกจาก รมช. ทำเอางงไปเหมือนกันว่า สรุป ลาออก หรือปลดออก แต่จะออกเอง หรือจะโดนให้ออก คงไม่สำคัญเท่าจากนี้ น่าจะมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองให้ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

    จริงๆ แล้วหลายคนบอกว่า ข่าวนี้ไม่ถือว่าเซอร์ไพรส์แต่อย่างใด เพราะก่อนหน้านี้ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็มีข่าวมาตลอดว่า ร.อ. ธรรมนัส มีการเคลื่อนไหวเพื่อล้ม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ลงจากเก้าอี้ในการโหวตศึกซักฟอกฯ ที่เพิ่งผ่านไป และข่าวลือหลายข่าว ก็มักจะกลายเป็นข่าวจริงในเวลาต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น หรือไม่ เมื่ออยู่ดีๆ ลุงตู่ก็มีคำสั่งปลดฟ้าผ่าลงมา เพราะฉะนั้นจากนี้การเมืองจึงเป็นเรื่องที่เราจะคลาดสายตาไปไม่ได้

    เพราะรู้ๆกันดีว่า ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งปัจจุบันยังเป็นเลขาธิการพรรค พลังประชารัฐ จะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะแนวโน้มการข้ามฟากไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย ฝ่ายค้านนั่นเอง งานนี้อาจจะมีอะไรให้เห็นกันอีก อย่าลืมว่า คำพูด “ ผมคือเส้นเลือดใหญ่ เลี้ยงหัวใจรัฐบาล ผมกุมความลับ ดีลต่อรอง หากล้มผมได้ รัฐบาลก็สั่นคลอน” ยังคงติดหูกันอยู่เลย ดังนั้นจากนี้อาจจะมีไม้เด็ดมาเขย่าเก้าอี้นายกฯตู่ ที่แม้ตอนนี้จะยังคงเกาะไว้แน่น

 

    แต่ในอนาคตความแน่นอนก็อาจไม่แน่นอน ยิ่งถ้าดูจากการบริหารจัดการสถานการณ์โควิดในประเทศแล้ว ที่รู้กันอยู่แก่ใจแล้วนั้น ยิ่งทำให้คะแนนของท่านผู้นำและคณะ ลดน้อยถอยลงไปอีกมาก ดูได้จากคะแนนไม่ไว้วางของท่านผู้นำ ที่เพิ่มขึ้น ส่วนทางความไว้วางใจที่น้อยลงการปรับ ครม. ขณะนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เมื่อพิจารณาจากตำแหน่ง รมช. ทั้ง 2 ตำแหน่ง 

    แต่สิ่งสำคัญจากนี้น่าจะอยู่ที่เสถียรภาพและความมั่นคงของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแกนนำอย่าง พปชร. ที่อาจจะมีรอยร้าวชัดเจนมากขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่าง 3 ป. ที่มีข่าวลือหนาหูมากขึ้นว่าจะเหมือนเดิมหรือไม่ และที่แน่ๆ ก็คืออนาคตของรัฐบาลชุดนี้ จะยังไงต่อไป เพราะแม้รัฐบาลจะผ่านการอภิปรายมาได้ แต่ความคลางแคลงใจก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งประเด็นความโปร่งใสในการจัดซื้อวัคซีน ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่สามารถไขข้อข้องใจให้กับประชาชนได้ชัดเจน ตลอดจนการชี้แจงก็ยังไม่ตรงใจอย่างที่ประชาชนอยากรู้

    โควิดก็ยังไม่ซา ขณะที่การเมืองก็เริ่มร้อนแรงขึ้นทุกที ไม่น่าจะส่งผลดีกับตัวรัฐบาลที่มีศึกรอบด้าน ทั้งจากกลุ่มผู้ชุมนุม และจากศึกภายเอง ขณะที่ความเชื่อมั่นใน ครม.ชุดนี้ แทบไม่ต้องพูดถึงเริ่มจะกู่ไม่กลับ ตั้งแต่ยอดผู้ติดเชื้อ ยอดคนเสียชีวิตจากโควิด เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ดังนั้นกระแสข่าวลือ หรืออาจจะเป็นข่าวจริง เรื่องการจ้องล้มรัฐบาลชุดนี้ ก็ยังมีต่อไป และหากไม่สามารถบริหารประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิดไปได้โดยเร็ว อนาคตของรัฐบาลก็ไม่แน่นอนเข้าไปอีก ต่อให้กุมคะแนนเสียงข้างมากในสภาไว้ได้ตอนนี้ แต่ตอนต่อไปก็อาจไม่แน่เหมือนกัน

 

   หันกลับมาดูเรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การเมืองมักจะเป็นของแสลงสำหรับ การลงทุนเสมอ ยิ่งภาวะที่การเมืองร้อนแรง ไม่แน่นอน ยิ่งไม่ส่งผลดีต่อตลาดฯ ล่าสุด บล.เอเซียพลัส ระบุว่า การเมืองไทย เป็นอีก 1 ปัจจัยที่กดดัน SET Index ไม่ว่าจะเป็น รอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและในพรรคพลังประชารัฐที่เพิ่มขึ้น สะท้อนจากการประกาศให้รัฐมนตรีให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่ผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ที่ข้อสรุป คือ สภาลงมติไว้วางใจนายก และรัฐมนตรีอีก 5 ท่าน แต่พบว่าคะแนนเสียงไว้วางใจนายก และรัฐมนตรี ได้รับคะแนนไว้วางใจลดลงชัดเจนเมื่อเทียบกับในอดีต

    ส่วนการชุมนุมทางการเมือง กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงนัดชุมต่อเนื่อง และ ASPS ระบุว่า ในการชุมนุมแต่ละครั้งจะส่งผลกดดัน SET Index ไม่มาก แต่หากมีความยืดเยื้อหรือมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จะทำให้ Fund Flow ไหลออก (ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยสูงเกินเดือนละ 2 หมื่นล้านบาท) ดังนั้นโดยรวมประเด็นเรื่องการเมืองทั้งหมด ASPS ประเมินยังเป็นกระแสสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นต่อไปอีกสักพักนึง

    การเมืองที่กลับมาร้อนระอุครั้งนี้ เลยยังไว้วางใจไม่ได้ ส่วนที่บอกว่าจะอยู่ครบเทอมจนถึงปี 2566 หรือไม่นั้น ก็ต้องรอดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือลุ้นหนักกว่า ว่ารัฐฯจะอยู่ครบหรือไม่ครบเทอม คือ ครม.ชุดนี้จะบริหารประเทศให้ผ่านวิกฤติโควิดที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างไรมากกว่า 
 

    อย่าลืมว่าเราอยู่กับโควิดแบบนี้มาเกือบ 2 ปีแล้ว คนไทยคงไม่อยากจะอยู่กับโควิดแบบที่ต้องคอยวิตก หวาดระแวง แบบนี้อีกต่อไป อย่างน้อยก็ขอให้ใช้ชีวิตที่เสี่ยงอันตรายจากโรคระบาดน้อยลงกว่าเดิม มีความสุขกับการได้ใช้ชีวิตที่ควรได้ใช้เสียที ไม่ใช่ปากบอกให้ประชาชนต้องอยู่กับมันให้ได้ แต่รัฐบาลกลับไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกันให้ ประชาชนสามารถอยู่กับมันอย่างสบายใจได้

    รัฐบาลมีบทเรียนราคาแพงจากโควิดระลอกที่ 3 มาแล้วนะ อย่าลืมเสียล่ะ เพราะฉะนั้นก็อย่าให้ต้องเจอบทเรียนเดิมๆ แล้วก็สอบตกซ้ำชั้นอยู่อย่างนั้นอีกเลย







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh