บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

กลุ่มปตท. แกร่งทั่วแผ่น

กลุ่มปตท. แกร่งทั่วแผ่น

    ตั้งแต่ต้นปีมานี้ไม่แน่ใจว่ามีใครสังเกตกันบ้างหรือไม่ กับการทยอยลงทุนของบริษัทในกลุ่ม ปตท. แถมยังเป็นการลงทุนแบบไม่ธรรมดา เพราะมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท บางบริษัทควักเงินลงทุนทะลุแสนล้านบาทด้วยซ้ำไป เรียกว่าลงทุนกันมหาศาลกันเลยทีเดียว ทั้งธุรกิจปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า แหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ 

 

    หากไล่เรียงกันตามมูลค่า ก็จะเป็น บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เข้าซื้อกิจการ Allnex Holding GmbH (Allnex) มูลค่า 1.48 แสนล้านบาท 148,417

    รองลงมา คือ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) ใช้เม็ดเงินลงทุนไป 7.35 หมื่นล้านบาท ในการซื้อหุ้นโครงการ Oman Block 61 ตามมาด้วย บมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC ) ที่มีมูลค่าการลงทุน 3.1 หมื่นล้านบาท จากการเข้าลงทุนโครงการ Avaada (โรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม) ในประเทศอินเดีย 1.48 หมื่นล้านบาท และโครงการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ที่ไต้หวัน 1.57 หมื่นล้านบาท

    ต่อด้วยบริษัแม่ บมจ.ปตท. (PTT) ที่มีมูลค่าการลงทุน 2.84 หมื่นล้านบาท ประกอบไปด้วย การซื้อหุ้น GPSC สัดส่วน 12.73% จาก PTTGC มูลค่า 2.51 หมื่นล้านบาท, ซื้อที่ดินและอาคารสำนักงานจาก THAI มูลค่า 1.8 พันล้านบาท และเข้าลงทุนใน Lotus Pharmaceutical Company Limited จำนวน 1.55 พันล้านบาท และสุดท้าย บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ที่ลงทุนตั้งแต่ต้นปี 64 บาท โดยซื้อหุ้น "โอ้กะจู๋" สัดส่วน 20% วงเงิน 500 ล้านบาท

    เรียกว่าแทบจะครบหมดทุกบริษัทแล้ว ยังเหลือแต่ บมจ. ไทยออยล์ (TOP) และ บมจ. ไออาร์พีซี (IRPC) ที่ยังไม่ได้ลงทุน ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีข่าวเร็วๆ นี้ และคงต้องติดตามกันว่าจากนี้จะมีบริษัทไหนประกาศลงทุนเพิ่มเข้ามาอีก 

 

    ทำให้เห็นว่าปีนี้น่าจะเป็นปีแห่งการลงทุนของ ปตท. แม้ว่าสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศในปีนี้ จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะในประเทศ ที่หลายๆสำนักออกมาคาดการณ์กันว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือว่าจีดีพี อาจจะโตแค่ 1-1.5% หรือเผลอๆ อาจติดลบด้วยซ้ำ เมื่อการระบาดของโควิด-19 ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง

    แต่เมื่อมองว่าธุรกิจพลังงาน ไม่น่าจะได้รับผลกระทบอะไรมากนัก อีกทั้งน่าจะเป็นกลยุทธ์ และเป้าหมายการเติบโตของกลุ่มในระยะยาวด้วย เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่ทุ่มงบมหาศาลรวมเป็นแสนล้านแบบนี้ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่ากลุ่ม ปตท. ยังแกร่งทั่วแผ่น และมีศักยภาพในการขยายการลงทุนได้ในระยะยาว ตลอดจนยังเป็นการลงทุนเตรียมพร้อมไว้สำหรับในอนาคต เช่นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนของ GPSC

 

    ขณะที่ นักวิเคราะห์จาก บล. กิมเอ็ง ประเมินว่าการเข้าซื้อกิจการของแต่ละบริษัทในกลุ่มปตท.นอกเหนือจากจะเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของบริษัทในกลุ่มแล้ว ยังถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มเติมให้กับบริษัทแม่อย่าง PTT ด้วย และการลงทุนทั้งหลายก็จะไม่เป็นภาระให้กับบริษัทแม่ เพราะส่วนใหญ่แต่ละบริษัทมีกระแสเงินสดในมือส่วนหนึ่งอยู่แล้ว จึงทำให้เพียงพอที่จะใช้ในการซื้อกิจการ

    ส่วน บล.หยวนต้า ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 1/64 PTT มีเงินสดในมือและเงินลงทุนระยะสั้นรวมกว่า 4 แสนล้านบาท และมีมีอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E) อยู่ที่ระดับเพียง 0.29 เท่า ซึ่งถือว่าน้อยมากจากนโยบายที่บริษัทต้องการให้ไม่เกิน 1 เท่า จึงทำให้ยังมีโอกาสกู้เงินได้อีกจำนวนมาก และการกู้ยืมเงินของบริษัทลูกๆไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของแม่เช่นกัน

    ดังนั้นเมื่อมองแบบนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นของ ปตท. ก็เบาใจได้ว่ายังไงบริษัทแม่ก็ไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนบรรดาบริษัทในกลุ่มอย่าง ทั้ง PTTEP PTTGC และ GPSC นั้นก็น่าจะได้รับผลดีในระยะยาวจากการลงทุนเพิ่มดังกล่าวด้วย

    โดยเฉพาะ GPSC ที่ล่าสุด หยวนต้า แนะนำซื้อช่วงหุ้นอ่อนตัว และปรับราคาเหมาะสมเป็น 87.00 บาท โดยประเมินว่าการลงทุนแม้ผลตอบแทนไม่สูงมาก เนื่องจากราคาเข้าซื้อสะท้อนความเสี่ยงโครงการที่ถูกปิดไปแล้ว แต่จะช่วยขยายธุรกิจในไต้หวันที่กำลังสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน และต่อยอดความร่วมมือลงทุนกับผู้ขาย และคุณภาพโครงการดี โดยคงประมาณการปี 2564 – 2565 เนื่องจากจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรปี 2565 เล็กน้อย ก่อนรับรู้เต็มที่ปี 2567 ราว 2-3 ร้อยล้านบาท/ปี

 

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ บิ๊กบอส PTT บอกชัดเจนว่าเป็นการรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อมุ่งสู่ Net Zero Carbon Emissions และช่วยสนับสนุนให้เกิดการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพราะฉะนั้นอนาคตจากนี้ไม่แปลกหากเราจะเห็นบริษัทอื่นในกลุ่ม ปตท. ลงทุนเพิ่มในพลังงานหมุนเวียนอีก







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh