บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

ปิดก่อน แล้วค่อยคิดเปิดดีไหม

ปิดก่อน แล้วค่อยคิดเปิดดีไหม

    ในที่สุดรัฐบาลก็หนีไม่พ้นต้องประกาศยกระดับมาตรการ โดยไม่ใช้คำว่าล็อกดาวน์ เป็นเวลา 14 วัน ในพื้นกรุงเทพ ปริมณฑล จังหวัดเสี่ยงสูง และพื้นที่ชายขอบ ซึ่งหลักๆ ก็ คือให้ประชาชนเวิร์คฟอร์มโฮม (WFH) 100 % ยกเว้นงานบริการที่จำเป็น งดการเดินทางโดยไม่จำเป็น ยกเว้น เดินทางไปซื้ออาหาร ไปโรงพยาบาล และฉีดวัคซีนป้องกันโควิด

 

    ห้างสรรพสินค้าอนุญาตให้เปิดได้เฉพาะส่วนซุปเปอร์มาเก็ต แผนกขายยา แผนกอาหาร แผนกสินค้าเบ็ดเตล็ด ร้านสะดวกซื้อจะมีกำหนดเวลาเปิด–ปิดพร้อมขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่เสียง 6 จังหวัด ไม่ออกนอกเคหะสถานช่วงเวลา 21.00-04.00 น. เว้นแต่มีความจำเป็น

    โดยในส่วนของการจำกัดการเดินทางจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. นี้ แต่จะเริ่มตั้งด่านตั้งแต่วันเสาร์ที่ 10 ก.ค. เป็นต้นไป และห้ามรวมกลุ่มทำกิจกรรมเกิน 5 คน ขณะที่รถสาธารณะให้บริการถึง 21.30 น.


    การไม่ล็อกดาวน์แบบล็อกดาวน์ครั้งนี้ รัฐบาลเขาตั้งเป้าหมายจะลดผู้ป่วยลงให้ได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ ซึ่งก็หวังว่าเป้าหมายนี้จะได้ผลตามที่หวัง เพราะเมื่อดูจากตัวเลขผู้ป่วยล่าสุดที่เกือบแตะหลักหมื่นคน และผู้เสียชีวิต ที่ร่ำๆว่าอาจจะแตะหลัก 100 ในเร็ววันแล้วนั้น การตัดสินใจออกมาตรการแบบนี้ น่าจะช่วยสกัดตัวเลขการติดเชื้อไว้ได้บ้าง เพราะหากมัวแต่มะงุมมะงาหรา ไม่ตัดสินใจจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเสียที อย่างที่เห็นๆ ก่อนหน้านี้ แถมนับวันตัวเลขก็มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น

    และก็ปฏิเสธไม่ได้เสียด้วยว่า การประกาศปิดแคมป์คนงานเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยที่ขาดการเตรียมการณ์และป้องกันไว้ล่วงหน้า ก็มีส่วนทำให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะแรงงานแห่ออกนอกพื้นที่โดยกลับบ้านที่ต่างจังหวัดกันทันทีที่รัฐบาลประกาศปิดแคมป์

    ดังนั้นการประกาศคราวนี้ จึงต้องเด็ดขาด รอบคอบ รอบด้าน และเตรียมการณ์ล่วงหน้าให้พร้อม เพราะมิฉะนั้นแล้วก็มีหวังว่าจะเห็นการเล็ดลอดเดินทางออกนอกพื้นที่ให้ได้เห็นกันอีก เพราะฉนั้นก็ได้แต่หวังว่าจากนี้ไป วิกฤตการณ์โควิดที่เกิดขึ้นอยู่ จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย และรัฐบาล หรือศบค. ก็ควรจะต้องเรียนรู้ถูกผิดกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าเสียที

 

    เช่นเดียวกับเรื่องการฉีดวัคซีน ที่ดูยังไงเป้าหมาย 100 ล้านโดส 50 ล้านคนในปลายปีนี้ก็เป็นไปได้ยากเหลือเกิน หากยังคงเทคิวของประชาชน หรือเลื่อนคิวแล้วเลื่อนคิวอีก เพราะวัคซีนที่ประกาศว่าจะมี กลับไม่มีอย่างที่บอก เนื่องจากส่งมอบไม่มาตามกำหนด เราคงไม่พูดถึงประเด็นคุณภาพวัคซีน เพราะตอนนี้มันเลยจุดที่เราจะหาวัคซีนคุณภาพมาฉีดได้ทัน หรือปูพรมให้ได้ตามเป้าหมาย จึงจำต้องฉีดวัคซีนที่รัฐฯ จัดหามาให้ได้ก่อนเท่านั้น ขณะที่วัคซีนทางเลือกที่ประชาชนเสียงเงินจองกันนั้น ก็ต้องรอกันจนถึงเดือนตุลาคมโน่นเลย จะบอกว่าประชาชนอยู่ในภาวะจำยอมรับวัคซีน เพราะนโยบายการสรรหาวัคซีนของรัฐบาลก็ไม่น่าผิด

    เอาเข้าจริงตอนนี้ สิ่งที่รัฐบาล หรือผู้นำประเทศบอกไว้กับประชาชน มันเลยเหมือนลมที่พัดผ่านมา แล้วก็ผ่านมา ไม่มีน้ำหนักมากพอ การประกาศมาตรการครั้งนี้ จึงขอให้จริงจังเสียที แก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จ คนที่ทำผิดกฎหมาย ฝ่าฝืน ก็ต้องลงโทษให้เด็ดขาด ให้หนักหน่วงและเข็ดหลาบ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ใช้ไม้อ่อนจนคนทำผิดไมกลัวเกรงกฎหมาย

 

    ล็อกดาวน์รอบนี้ เมื่อตัวเลขลดลงได้จริง ก็ควรจะวางแนวทางป้องกันในระยะยาวจากนี้ด้วย ไม่ใช่ทำเหมือนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ไหนจะคนติดเชื้อพุ่ง คนตายเพิ่ม แถมวัคซีนก็ยังฉีดไม่มากพอ รัฐบาลจะเอาความมั่นใจอะไรมาเปิดประเทศใน 120 วัน สู้ปิดประเทศไปก่อน หรือเก็บกวาดแก้ปัญหาให้ดีก่อน แล้วค่อยกลับมาเปิดเมื่อมีความพร้อมมากกว่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และก็ไม่ใช่เรื่องเสียหน้าอีกด้วย จัดการภายในประเทศให้ดี เปิดเมื่อไหร่ใครๆ ก็อยากจะมาทั้งนั้น

    รักษาบ้านตัวเองให้รอดก่อนแล้วค่อยคิดจะชวนคนอื่นมาเที่ยวบ้านนะคะ 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh