บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

OR เหนือจองตามคาด ไม่มีพลิกโผ

OR เหนือจองตามคาด ไม่มีพลิกโผ

    เรียบร้อยโรงเรียน OR บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หลังจากได้ฤกษ์เข้าเทรดเป็นวันแรกในวันดี วันตรุษจีน โดยราคาซื้อขายวันแรกสามารถยืนเหนือจองตามคาด ไม่มีพลิกโผถูกใจที่ 26.50 บาท หรือ 47.22% จากราคาไอพีโอที่ 18 บาท 

    เรียกว่าเปิดเหนือราคาพื้นฐานที่โบรกเกอร์ให้ไว้ที่ประมาณ 24-25 บาทเสียด้วย แม้หลังจากนั้นราคาจะย่อลงไปบ้าง แต่จะราคาไหนก็แล้วแต่ หากตั้งใจจะถือกันยาวๆ แล้ว ก็อย่าได้แคร์ เพราะรับประกันว่าด้วยราคาขนาดนี้ นักลงทุนสถาบัน หรือเหล่ากองทุนทั้งหลาย พร้อมเก็บอยู่แล้ว หากราคาหลุดไปใกล้ๆ ราคาจอง เห็นได้จากช่วงบ่ายไม่เท่าไหร่ ราคาก็ทะยานไปเฉี่ยวๆ 30 บาททันที  


    เพราะฉะนั้นจึงยืนยันคำเดิมว่า หากไม่ร้อนเงินก็ควรจะถือลงทุนดีกว่า แล้วยิ่งเป็นหุ้นที่ไร้เจ้ามือ จึงไม่น่าจะมีใครเข้ามาไล่ราคา เพราะเอาจริงหุ้น OR เป็นหุ้นที่รายย่อยถือสูงสุดจากการจองซื้อเพียง 4500 หุ้นเท่านั้น ไม่มีใครได้มากเกินกว่านั้น จากจำนวนนักลงทุนที่จองซื้อทั้งหมด 530,000 ราย และนักลงทุนที่จองซื้อหุ้น OR ก็น่าจะรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่า จะหวังกำไรระยะสั้นเป็นกอบเป็นกำจากการเทรดวันแรก ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ

    ในขณะที่โบรกเกอร์ก็ให้ราคาพื้นฐานในปีนี้ ไม่เกิน 25 บาท แต่อย่างไรก็ดี ด้วยความที่หุ้นตัวนี้เป็นหุ้นพื้นฐานดี และนักลงทุนสถาบันหลายแห่งจำเป็นต้องมีในพอร์ต โอกาสที่จะเติบโตเหมือนหุ้นแม่ก็มีไม่น้อย แม้หลายคนจะมองธุรกิจปั้มน้ำมันของบริษัทไม่น่าจะโตไปมากกว่านี้แล้ว แต่อย่าลืมว่า ธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ร้านคาเฟ่อเมซอน หรือธุรกิจ EV จะกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคตมากกว่า


    อย่าง บล.เอเซีย พลัส คาดว่าในปีนี้ OR จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 41.2% เมื่อเทียบปี 63 ขณะที่ภาพระยะยาวตั้งแต่ปี 64-67 จะมีกำไรเติบโตเฉลี่ย CAGR ที่ 16.7% ต่อปี โดยใช้ปี 63 เป็นปีฐาน ส่วนปี 65 จะมีกำไรเติบโต 16.7% มาอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท และปี 66 กำไรโต 5.8% มาอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ปี 67 กำไรโต 6.4% มาอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ

    ขณะที่ บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า Flagship ของกลุ่ม ปตท. ในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก โดยยอดขายน้ำมันของ OR เติบโตสม่ำเสมอ +2.3%CAGR และรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 39-42% ไว้ได้ต่อเนื่อง คาดกำไรปี 64 จะอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท หรือ EPS 0.92 บาท (Fully Diluted) ซึ่งกลับมาเติบโตสูงจากฐานต่ำ ภายใต้สมมติฐานว่ากำไรของธุรกิจน้ำมันกลับมา 90% ของปีปกติ ไม่มีรายการพิเศษ และกำไรของธุรกิจ Non-Oil เติบโต 15%

    และบล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ระบุว่า ในปี 63 OR มี EBITDA จากธุรกิจน้ำมันค้าปลีก 61% และบริษัทได้ขยายไปทำธุรกิจค้าปลีกที่ไม่ใช้น้ำมันด้วย ซึ่งส่วนนี้มี EBITDA 26% โดยธุรกิจไม่ใช่น้ำมันจะมีบทบาทใน OR เพิ่มขึ้นและเป็นหลักที่หนุนการเติบโตของกำไรสุทธิ เพราะเป็นธุรกิจที่ให้ EBITDA margin สูงกว่าธุรกิจน้ำมันค้าปลีก รวมทั้งมีความเสถียรของรายได้ & กำไรมากกว่า ซึ่งคาดว่าการเติบโตของธุรกิจน้ำมันค้าปลีกจะอยู่ที่ 2-3% ต่อปี ขณะที่รายได้ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันจะขยายตัวสูงกว่าที่ 10-15% ต่อปี โดยคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิในช่วงปี 63-68 จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 14%


    อย่างไรก็ดี OR ก็ยังมีความเสี่ยงของผลประกอบการหลายๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องภาวะเศรษฐกิจ ที่หากฟื้นตัวได้ช้า ก็จะส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชน และยังมีความผันผวนของค่าการตลาดน้ำมันอีก ที่จะมีผลต่อรายได้และกำไรของบริษัทเช่นกัน

     เพราะฉนั้นการลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญาณในการลงทุน และหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรโดยไม่จำเป็น







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh