บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

เปิดประเทศใน 120 วัน ... แน่ใจนะ ?

เปิดประเทศใน 120 วัน ... แน่ใจนะ ?

    "ผมรู้ดีว่าการตัดสินใจของผมวันนี้ มาพร้อมกับความเสี่ยง เพราะเมื่อเราเปิดประเทศ ไม่ว่าเราจะเตรียมการป้องกันขนาดไหนก็ตาม ก็ยังมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เมื่อเราประเมินสถานการณ์ และคิดถึงความอยู่รอดในการทำมาหากินของพี่น้องประชาชน ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องยอมรับความเสี่ยงร่วมกันบ้าง”


    นี่คือบางส่วน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีลุงตู่ ประยุทธ จันทร์โอชา ให้เหตุผลในการตั้งเป้าหมายเปิดประเทศภายใน 120 วันหลังจากนี้ ซึ่งก็มีหลายภาคส่วนที่เห็นด้วย และหลายๆคน ที่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้แค่ไหน

    ฟากฝั่งที่เห็นด้วยก็มองว่า การเปิดประเทศน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการให้ประเทศกลับมายืนได้อีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะการระบาดระลอก3 ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนอย่างหนักหน่วง ซึ่งการเปิดนำร่องที่ภูเก็ต ในวันที่ 1 ก.ค. ที่จะถึงนี้ จะเป็นการปูทางว่าจากนี้ไป เราจะเปิดประเทศได้จริงตามที่นายกฯ บอกไว้หรือไม่ อย่างไร

 

    ในขณะที่อีกฟากฝั่ง ก็เกิดความสงสัย ลังเลใจ ว่าอยู่การประกาศโต้งๆ ว่าจะเปิดประเทศนั้น ทำได้จริงหรือ แน่ใจแล้วหรือยัง เพราะเอาจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับรัฐบาล 

    ซึ่งเรื่องนี้ฝั่ง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ มองว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก่อนจะถึงเป้าหมายนั้น รัฐบาลต้องทำให้ได้ใน 3 ข้อใหญ่ก่อน นั้นก็คือ ต้องควบคุมการแพร่ระบาดระลอกนี้ให้ได้ รัฐบาลต้องมีวัคซีนที่ป้องกันการระบาดได้ดี และ การจัดสรรวัคซีนให้พื้นที่ระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ

    นั่นคือสิ่งที่ทีดีอาร์ไอบอกว่า เป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง และน่าจะตรงใจกับใครหลายๆคนที่น่าจะคิดเหมือนทีดีอาร์ไอ และอยากจะย้อนกลับไปถามคนตั้งเป้าหมายว่า ท่านแน่ใจแค่ไหน ทำได้จริงๆ เหรอ เพราะ 3 ข้อใหญ่ข้างต้นนั้น จนป่านนี้รัฐบาลยังไม่ได้แสดงความชัดเจนว่าแก้ปัญหา และดำเนินการได้มีประสิทธิภาพแล้วหรือ อย่างไร ซึ่งทีดีอาร์ไอ ไม่ได้กล่าวไว้


    เอาแค่เรื่องการควบคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อ หรือการลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้ได้ก่อน ยังยากเลย แทนที่จะไปตั้งเป้าเปิดประเทศ ควรจะตั้งเป้าก่อนหรือไม่ว่า จะลดตัวเลขผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิตลง เพราะหากตัวเลขที่ทะลุ 2,000 คนมาเกือบ 2 เดือน ยิ่งรวมตัวเลขในเรือนจำที่เกือบๆ 3,000 แทบทุกวันนั้น แทบจะนึกภาพไม่ออกว่า เราจะเปิดประเทศได้อย่างไร 

    หรือว่าท่านมองข้ามช็อตไปแล้ว ทั้งที่เรื่องนี้มันสำคัญมากๆ ขนาดประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ พอมีตัวเลขติดเชื้อปูดขึ้นมา ก็ต้องยกเลิกหลายๆ มาตรการเปิดประเทศ หรือแม้แต่ Travel Bubble เลยด้วยซ้ำ แต่นี่ของเรา 2,000-3,000 ทุกวัน กลับกล้าที่จะบอกว่าอีก 4 เดือนเปิดประเทศแล้วนะ กดตัวเลขให้ลดเหลือซัก 1,000 คนหรือต่ำกว่านั้นให้ได้ก่อนดีไหม

    
 

    ส่วนเรื่องวาระแห่งชาติ อย่าง วัคซีน นี่แทบไม่ต้องพูดถึงเลย ยิ่งช่วง 1-2 เดือนนี้ ก็เห็นกันอยู่ว่าวุ่นวายกันขนาดไหน ทั้งเรื่องการจัดสรรการฉีด เรื่องจำนวนวัคซีน ที่ขาดๆหายๆ มาไม่ครบบ้างล่ะ ดังนั้น ที่บอกว่าจะฉีดเข็มแรกให้ได้ 50 ล้านคนในช่วงเดือน ต.ค. หรือก่อนเปิดประเทศนั้น บอกตรงๆ ไม่กล้าคิด เอาแค่ทุกวันนี้ให้คนในหน่วยงานรัฐบาลสื่อสารกับประชาชนในเข้าใจ และเป็นไปในทางเดียวกันยังยาก

    อย่าเอาแต่ตั้งเป้าหมาย แล้วไม่ดูความเป็นจริง อย่าตั้งเป้าหมายอนาคต ในขณะที่ปัจจุบันยังทำให้มีประสิทธิภาพไม่ได้ ไม่เถียงว่า เป้าหมายเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่มีเป้า ก็ไม่สามารถกำหนดอนาคตได้ แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ อยากให้มองที่ความเป็นจริง และความเป็นไปได้มากกว่า

    แล้วที่บอกว่าอย่าให้ประชาชนอยู่ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิดให้ได้เลย เพราะประชาชนเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันมาได้ 2 ปีแล้ว และที่สำคัญประชาชนอยู่ด้วยความยากลำบากอย่างหนักหน่วงเสียด้วย เพียงแต่ประชาชนไม่อยากจะอยู่ในภาวะแบบนี้อีกแล้ว หรืออย่างน้อยก็อยู่แบบสบายใจมากขึ้น แค่นี้ทำได้หรือไม่ดีกว่า


 

    ไม่ได้จะตั้งธงคัดค้าน หรือจ้องแต่จะจับผิดหรอกนะ แต่ถ้าตั้งเป้าแล้วทำได้ไม่มีใครว่า แถมยังสรรเสริญและชื่นชมอีกด้วย แต่หากตั้งเป้าหมาย แล้วทำไม่ได้อย่างที่ว่า “มันน่าอาย” แถมถ้าเปิดประเทศปุ๊ป แล้วต้องปิดประเทศปั๊ป เพราะคุมความเสี่ยงไม่ได้ มันยิ่งน่าอายหนักเข้าไปอีก
 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh