บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

เยียวยาอย่างเดียวอาจไม่พอ

เยียวยาอย่างเดียวอาจไม่พอ

     หลังการระบาดโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์มา และดูท่าทางแล้วคนไทยอาจต้องอยู่กับสถานการณ์ล่อแหลม รุนแรงแบบนี้อีกซักพัก เพราะล่าสุดการระบาดก็ยังคงขยายวงกว้าง ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวีตก็ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งการระบาดรอบนี้ กระทบประชาชน ผู้ประกอบการ และแน่นอนส่งผลต่อเศรษฐกิจหนักกว่าทุกรอบที่ผ่านมา


    จนล่าสุดรัฐบาลก็ประกาศมาตรการเยียวยาออกมาอีกครั้ง และคราวนี้ปูพรมรวดเดียว 6 มาตรการ มีผลตั้งแต่เดือนหน้า (มิ.ย.) เป็นต้นไป โดยใช้งบประมาณรวมประมาณ 2.5 แสนล้านบาท 

    ไล่เรียงตั้งแต่มาตรการแรก โครงการเราชนะ จ่ายเพิ่ม 2,000 บาท โครงการ ม.33 เรารักกัน จ่ายเพิ่ม 2,000 บาท โครงการคนละครึ่งเฟส 3 จ่ายคนละ 3,000 บาท โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3

    มาตรการใหม่ล่าสุด โครงการยิ่งใช้ ยิ่งดี ซึ่งคาดว่าจะเป็นการให้สำเร็จคนที่นำเงินฝากมาช่วยใช้จ่าย โดยเบื้องต้นน่าจะจ่ายคนละ 7,000 บาท เป็นการให้ e-voucher ใช้ซื้อสินค้า อาหาร เครื่องดื่มและบริการกับผู้ประกอบการที่จะดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเวลา 5 เดือน (ส.ค.-ธ.ค.) 
 

    และที่ขาดไม่ได้ ลดค่าน้ำ ค่าไฟ 2 เดือน ซึ่งมาตรการทั้งหมดทั้งปวง จะครอบคลุมประชาชนได้มากกว่า 40 ล้านคนตามสิทธิ์ของแต่ละบุคคล นี่ยังไม่รวมการเยียวยาสำหรับผู้ประกอบการหรือเอสเอ็มอี ที่รัฐบาล ขอให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งรัฐและเอกชน ช่วยเหลือในมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ รวมไปถึงการขยายเวลาพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ก่อนหน้านั้นอีก


    อย่างไรก็ดี ถามว่า มาตรการทั้งหมดทั้งปวง ที่รัฐบาลอกมาซึ่งน่าจะเป็นรอบที่ 3 แล้วนั้น เพียงพอหรือไม่ ก็ต้องบอกเพียงพอในระยะสั้น เพื่อประคองหรือต่ออายุให้กับประชาชน ผู้ค้าขาย รายย่อยเท่านั้น เพราะในสถานการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้ ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรออกมาช่วยเหลือประชาชนเลย

    แต่เอาจริงๆแล้ว มองในอีกมุม ในส่วนของมาตรการระยะยาว หรือการช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย เอสเอ็มอี ยังไม่ค่อยชัดเจนนัก ยกเว้นแต่เรื่องพักหนี้ พักทรัพย์ ในช่วงนี้แต่รัฐบาลได้วางแนวทางระยะยาวในการช่วยเหลือพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่โควิด คลี่คลายแล้วหรือไม่ อย่างไร เช่นการตั้งกองทุนเพื่อการช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ โดยการอัดฉีดเงินเข้าไปช่วยธุรกิจกลุ่มนี้ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้โดยเฉพาะการไปกู้แบงก์พาณิชย์ ให้สามารถเข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น


    อย่าลืมนะว่า พอหมดเวลาพักหนี้ พักทรัพย์ ดอกเบี้ยกลับมาบานตะไท แล้วใครจะมาช่วยเหลือต่ออีก พอรายได้หาย กำไรหด ก็ต้องปิดกิจการกันไป ซึ่งตอนนี้ก็มรมากมายหลายกิจการเหลือเกินที่ทยอยปิดกันไป คนตกงานมากมาย ดัชนีความสุขคนไทยตอนนี้ตกต่ำดำดิ่งในรอบ 20 ปี ไปแล้ว

 

    ยังไงก็อยากจะฝากไปพิจารณาถึงจุดนี้ ตั้งกองทุนพิเศษ คอยช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อพวกเขาอยู่ได้ แรงงานก็ไม่ถูกเลิกจ้าง เมื่อธุรกิจเดินได้ เศรษฐกิจก็ไม่หยุดชะงัก และยังเดินไปได้ รากหญ้าอยู่ได้ รายย่อยอยู่ได้ ผู้ประกอบการเล็กๆ เอสเอ็มอี ประคองตัวเองได้ กำลังซื้อมี ก็ส่งต่อถึงรายใหญ่ด้วยเช่นกัน ไซเคิลของเศรษฐกิจถึงจะไปได้ค่ะ เพียงแต่สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ในการฟื้น หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนนี้คือช่วยในระยะสั้น 3 เดือน 6 เดือนเท่านั้น เงินกู้ที่อุตสาห์กู้มาทั้งที ก็ควรจะทำได้รอบด้านไม่ใช่หรือ

    เท่านั้นยังไม่พอ การเยียวยาผลกระทบเศรษฐกิจก็ส่วนหนึ่ง แต่การแก้ปัญหา การลดปริมาณผู้ติดเชื้อ การคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด และ ที่สำคัญที่สุดก็คือการเร่งฉีดวัคซีน นี่ต่างหากที่สำคัญที่สุด เพราะเศรษฐกิจจะเดินไปต่อได้อย่างมั่นคง และปลอดภัย ก็คือการมีวัคซีน ที่กระจายไปยังประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และมีปริมาณมากพอ ไม่ใช่แค่ 2-3% เหมือนตอนนี้ 

    เพราะเท่านี้ก็มีดราม่าเรื่องวัคซีนอยู่ทุกวัน รัฐบาลต้องจริงจัง รวดเร็ว ว่องไว และที่สำคัญใจกว้างกับการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าถึงวัคซีน หรือนำเข้าวัคซีน โดยมีรัฐบาลสนับสนุน ซึ่งต้องแสดงให้ประชาชนเห็นความจริงใจ ตั้งใจ มากกว่าแค่ออกมาแก้ข่าวไปวันๆ แบบนั้นประชาชนชาวไทยถึงจะเบาใจ


    เงินเยียวยาใครๆ ก็อยากได้ แต่รัฐบาลจะเยียวยาทุกครั้งที่ระบาดทุกระลอกก็อาจจะไม่ไหวเช่นกัน
 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh