บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

ขยายเพดานหนี้ แล้วได้อะไร

ขยายเพดานหนี้ แล้วได้อะไร

    ในที่สุด เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา กรอบหนี้สาธารณะของประเทศไทย ก็ได้ขยายเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 70% ของจีดีพี จากเดิมที่ไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี 

   หลังจากราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ โดยกำหนดกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (4) ประกอบมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 และมติคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ  ซึ่งถือเป็นการทบทวนสัดส่วนอย่างน้อยทุก 3 ปี
    

 

    หนี้สาธารณะ ซึ่งพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ หนี้ของประเทศที่รัฐบาลไปกู้มา เมื่องบประมาณที่มีไม่พอใช้จ่าย และตอนนี้เมื่อหนี้ที่มีอยู่เกินเพดาน 60% เดิมที่ตั้งไว้ ก็มีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ให้มากขึ้น 

    และจากแผนบริหารหนี้ล่าสุด ที่ทาง ครม.ประกาศออกมา ประกอบด้วย แผนการก่อหนี้ใหม่ 1.34 ล้านล้านบาท แผนก่อหนี้เดิม 1.5 ล้านล้านบาท และแผนการชำระหนี้ วงเงินรวม 3.39 แสนล้านบาท ทำให้คาดการณ์กันว่า หนี้ฯ ณ สิ้นเดือนก.ย. 65 นี้ จะอยู่ที่ 62.69% ของจีดีพี ซึ่งเท่ากับว่าหนี้สาธารณะบ้านเราจะเกินเพดานเดิมที่ 60% และก็เป็นที่มาให้มีการขยายเพดาน ที่มีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา 
                  
    การกู้เงินของรัฐฯ ก็มีตั้งแต่กู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ  เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ รวมถึงกู้เงินภายใต้แผนงานตามพ.ร.ก.กู้เงินโควิด และรวมไปถึงการกู้เงิยนของรัฐวิสาหกิจ เพื่อการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ  
                    

 

    หากไม่มีโควิดในช่วง 2 ปีมานี้ เราๆ ท่านๆ อาจจะไม่ได้สนใจกับตัวเลขหนี้สาธารณะกันเท่าไหร่ จนกระทั่งรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อใช้ในมาตรการเยียวยาวิกฤตโควิด ครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่าน 1 ล้านล้านบาท และรอบใหม่ในปีนี้อีก  5แสนล้านบาท จนทำให้ทุกคนเริ่มหันมาสนใจกับคำว่าหนี้สาธารณะ ว่าจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศอย่างไร 

    หากเราจะมีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว จนเกินภาระของประเทศ ทั้งที่จะว่าไปแล้วหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีสัดส่วนหนี้สาธาณะเป็น 100 หรือ 200%ด้วยซ้ำ เพียงแต่การบริหาร จัดการ ของแต่ละประเทศต่างกัน ประเทศพัฒนาแล้วสัดส่วนสูง แต่ขณะเดียวกัน ฐานะการจัดเก็บภาษีของเขาก็สูง และมีการเสียภาษีมากกว่าบ้านเรา จึงไม่ได้กังวลกับตัวเลขหนี้มากมายนัก 
                   
    แต่บ้านเราพอหนี้เริ่มเกิน 50% ต่อจีดีพีก็เริ่มจะกังวลแล้ว เพราะอย่าลืมว่าสัดส่วนคนเสียภาษีบ้านเรานั้น น้อยนิดเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้เสียภาษี ซึ่งของประเทศไทยนั้น จริงๆ แล้วไม่ควรเกินที่ 60%  แต่ด้วยสถานการณ์จึงทำให้รัฐบาลจึงเป็นต้องกู้ เพราะค่าใชจ่ายจากรายได้ไม่เพียงพอนั่นเอง ซึ่งประเด็นนี้ ทางกระทรวงการคลังคาดว่า การลงทุนในแผนงานต่างๆ ตามแผนการบริหารหนี้ฯ จะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย และกดให้สัดส่วนหนี้ลดลง

    ล่าสุด หนี้สาธารณะของไทยถือว่าเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เพราะแต่ละประเทศก็ต้องทุ่มงบประมาณไปกับการรับมือ แก้ปัญหา เยียวยาผลกระทบจากระบาดของโควิด-19  โดยตัวเลขล่าสุดนั้นภาระหนี้เอกชนและภาครัฐใน 61 ประเทศ เพิ่มขึ้น 24 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 63 มาอยู่ที่ 281 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 35% เป็นกว่า 355% ของ GDP  เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติการเงินโลกปี 51 ถือว่าเพิ่มสูงมาก เพราะภาระหนี้ของโลกในช่วงปี 51-52 อัตราส่วนหนี้ต่อ GDP เพิ่มขึ้น 10-15% เท่านั้น

 

     ดังนั้นถ้าจะมองว่าไม่จำเป็น สำหรับบ้านเรา มันก็มีความจำเป็น เพราะอย่างน้อยการขยายเพดานฯ ก็ทำให้เพิ่มความคล่องตัวให้กับการดำเนินนโยบายเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 และพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าด้วย  เพราะมาตรการทางการคลังยังจำเป็นต้องมีบทบาทต่อเนื่องในการช่วยเสริมรายได้ของประชาชนที่ลดลงไปมาก 

    เรื่องนี้แบงก์ชาติเองก็แนะนำว่าการใช้จ่ายภาครัฐควรเน้นโครงการที่มีประสิทธิผลสูง และเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และจะต้องเร่งลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี กลับมาที่ 60% ให้ได้ โดยระยะต่อไป ภาครัฐต้องมีแนวทางชัดเจนที่จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับลดลง เพื่อรักษาวินัย รวมทั้งสร้างพื้นที่ทางการคลังเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต อาทิ การหารายได้เพิ่มเติมจากการสร้างฐานรายได้ใหม่ การควบคุมสัดส่วนของรายจ่ายประจำ และการเพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างและยกศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว 

    นอกจากนี้แบงก์ชาติ ยังระบุว่า การใช้จ่ายภาครัฐฯ ต้องเน้นโครงการที่มีประสิทธิผลสูง เช่น มาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (co-pay) เช่น มาตรการคนละครึ่งและมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงมาตรการที่ช่วยพยุงการจ้างงาน โดยอาจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมเพื่อให้ได้ผลในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจ ขณะที่การเยียวยาต้องทำให้ตรงจุดเท่าที่จำเป็น และต้องมีกระบวนการใช้จ่ายที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

 

    การกู้เงิน การก่อหนี้  มีทั้งผลดีและผลเสีย ในแง่ผลดีหากนำเงินกู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสาธารณูปโภค ลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐาน ใช้เพื่อการจ้างงาน หรือส่งเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจ ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ แต่หากหนี้ฯ ทำให้เกิดผลลบทางเศรษฐกิจ ประชาชนก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ทั้งจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัว หดตัว 
    
     และหนี้สาธารณะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าหนี้เพียงปัจจัยเดียว แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพในการใช้เงินที่กู้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าอีก  โดยมีการศึกษาพบว่า กลุ่มประเทศที่การเติบโตของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากหนี้สาธารณะสูงสุด ไม่ใช่กลุ่มประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงที่สุด

    ประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง รัฐบาลอาจจะเพิ่มอัตราภาษีเพื่อจัดเก็บรายได้ให้ได้มากขึ้น แม้จะกระทบกับประชาชนแต่ถ้ายังมีความสามารถในการจ่ายก็ไม่น่าห่วง แต่สำหรับบ้านเรานั้น ... ถามว่ารัฐบาลมีการบริหาร จัดการหนี้ได้มีประสิทธิภาพเพียงพอแล้วใช้หรือไม่ เพราะหากประเทศมีหนี้สาธารณะสูงขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลไม่มีความสามารถชำระหนี้ เราต้องหันกลับมามองตัวเองแล้ว       







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh