บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

ครบรอบ 2 ปี ... โควิดถล่มโลก

ครบรอบ 2 ปี ... โควิดถล่มโลก

    ช่วงเดือนธันวาคมปี 2562 หรือเมื่อ 2 ปีก่อน เชื่อว่าตอนนั้นหลายคนคงไม่คิดว่าไวรัสโคโรน่า หรือโควิด-19 ที่เริ่มต้นจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหันตภัยไวรัสถล่มโลกมาจนถึงตอนนี้ 

 

    แม้เข้าสู่ปีที่ 2 ในปีนี้ หลายประเทศเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ดีขึ้น และก็วนกลับมาปิดประเทศ ล็อกดาวน์กันอีก เพราะเจอการระบาดไปแล้วประเทศละหลายระลอก ซึ่งประเทศไทยบ้านเราก็ไม่ได้น้อยหน้า เพราะก็เจอระบาดระลอก ที่3 อย่างหนักหน่วงในช่วงไตรมาส 3 ไปหมาด

    การระบาดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ทำให้ดูเหมือนโลกของเราจะยังไม่พ้นวิบากกรรมจากโควิดเสียที แถมล่าสุดที่ทำเอาปั่นป่วนไปทั่วโลก ทุบตลาดหุ้นร่วงระนาว ก็คือการพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โอไมครอน จากทางแอฟริกา ที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ระบาดได้รวดเร็ว และอาจจะหลบหลีกวัคซีนได้ดีกว่า สายพันธุ์เดลต้า ที่อาละวาดมาก่อนหน้าด้วยซ้ำ จนทำให้หวาดผวากันไปหมด ซึ่งล่าสุดดูเหมือนว่าโอไมครอน จะเริ่มระบาดเข้าไปในหลายประเทศตามภูมิภาคต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องออกมาตรคุมเข้มในประเทศที่ตรวจพบมากขึ้น


 

    สำหรับประเทศไทยที่ตอนนี้เราเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แบบไม่กักตัว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าน่าหวาดเสียวเหลือเกิน และก็คงภาวนา ควบคู่ไปกับการดูแล และใช้มาตรการเข้มข้นขึ้น เพื่อไม่ให้โอไมครอนเข้าประเทศไทย เพราะไม่งั้นมีหวังป่วนกันทั้งประเทศแน่ๆ 3 วัน SET Index ร่วง 80 จุด เป็นเรื่องการันตีได้อย่างดี อีกทั้งยังคาดว่าโควิดโอไมครอนยังน่าจะส่งผลกระทบกับตลาดฯ ไปอีกเป็นเดือนด้วยซ้ำ เพราะหากยังไม่มีความชัดเจนว่า สายพันธุ์นี้อันตราย ร้ายแรงเพียงใด ก็จะยังส่งผลกระทบกับตลาดฯ ไปซักระยะ

    ซึ่งจากที่คิดว่าจบปี64 เศรษฐกิจไทย น่าจะเริ่มโงหัวขึ้นมาจากการระบาดของโควิดเดลต้าเมื่อตอนเดือน ก.ค.-ส.ค. ไปๆมาๆ ก็เริ่มไม่แน่ ไม่นอนขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายยังมองบวกว่าหากรัฐบาลไม่กลับไปปิดประเทศ หรือล็อกดาวน์อีกรอบ ยังไงเสียจีดีพีปีนี้ ก็น่าจะไม่ติดลบเหมือนปี 63 ที่ติดลบมากถึง 6.1% ถดถอยมากที่สุดในรอบ 22 ปี ซึ่งเราก็หวังว่าเราจะไม่กลับไปติดลบแบบนั้นอีกแล้ว เพราะหากมองในแง่ดี หรือโลกสวยขึ้นมาหน่อย โควิดโอไมครอน ยังมาตอนที่บ้านเราประชาชนฉีดวัคซีนกันไปตามเป้าหมาย 100 ล้านโดส หรือ 50 ล้านคนแล้ว ต่างกับตอนโควิด สายพันธุ์เดลต้า ที่การฉีดวัคซีนยังน้อยมาก

    
 

    ส่วนตลาดหุ้นนั้น ยอมรับว่าโอไมครอน ทำให้เกิดความแน่นอนขึ้นมาอีกครั้ง โดย บล.เคทีบี เอสที ระบุว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูงขึ้น ส่งผลให้เป้าหมายดัชนหุ้นไทย (SET Index) สิ้นปี 64 ที่คาดไว้เดิม 1,680 จุด อาจทำได้เพียง 1,650 จุด ถ้าการแพร่ระบาดดังกล่าวมีความรุนแรงมากขึ้น

    เช่นเดียวกับ บล.เอเชีย เวลท์ ที่ประเมินดัชนีหุ้นไทยเดือน ธ.ค. อยู่ในกรอบ 1,560 - 1,670 จุด โดยในเดือนนี้ยังมีการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ เป็นปัจจัยกดดันดัชนี แต่ก็ยังเชื่อว่า SET Index จะกลับมาฟื้นตัวในช่วงปลายเดือน ธ.ค. หากการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ไม่รุนแรงอย่างที่ WHO คาดการณ์ไว้ รวมทั้งยังมีความคืบหน้าในการทดสอบประสิทธิภาพวัคซีนต่อการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ด้วย

    ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้ถือเงินสด 25-35% เพราะประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะเปราะบางจากประเด็นโควิด และอาจถูกกดดันระยะหนึ่ง จากความเสี่ยงที่จะเห็นการแพร่กระจายเพิ่มเติม และแผนการรับมือรวมถึงการผลิตวัคซีน ทำให้ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นได้ค่อนข้างจำกัด และจากสถิติในอดีตช่วงสายพันธุ์อัลฟาระบาดต้องใช้เวลา 1.5 เดือนกว่าตลาดหุ้นจะฟื้น และช่วงสายพันธุ์เดลต้าระบาดใช้เวลา 2 เดือน ยกเว้นจะเห็นสัญญาณที่ดีจากวัคซีนหรือทิศทางการควบคุมได้รวดเร็วขึ้น จะทำให้ตลาดหุ้นดีดกลับชึ้นได้

 

    เพราะฉะนั้น เมื่อดูจากเหตุผลที่โบรกเกอร์ให้มา เราจึงไม่ควรประมาทโอไมครอน อย่างเด็ดขาด แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไม พอช่วงปลายปีปุ๊ป โควิดมักจะวนลูปกลับมาระบาด หรือมีอะไรใหม่ๆ ออกมาให้สยองขวัญทุกครั้ง ซึ่งปีนี้ก็เช่นกัน การฉลองปีใหม่ของคนไทยก็คงจะไม่สามารถทำได้เต็มที่เหมือนเดิม เพราะเราจะต้องระวังตัวกันแจ ฉลองกันแบบเพลย์เซฟ และป้องกันตัวเองขั้นสูงสุด ซึ่งจะว่าไปแล้ว ไม่ว่าจะครบรอบโควิดอีกซักกี่ปี ...ชีวิตของมนุษยชาติบนโลกใบนี้ก็คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh