บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ประชานิยมไม่มีวันตาย

ประชานิยมไม่มีวันตาย

      ในที่สุดประเทศไทยก็ได้รัฐบาลใหม่สมกับการรอคอย แถมทันทีที่มีการโปรดเกล้ารายชื่อออกมา ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นขานรับ หรือจะบอกว่าอั้นก็ไม่ผิด เพราะกว่าจะได้ ครม.ใหม่ก็ใช้เวลาไปกว่า 100 วัน  นานจนท้อกันเลยทีเดียว ส่วนหน้าตา ครม. ชุดนี้ ใครเป็นใครบ้างคงไม่ขอพูดถึง เพราะเชื่อว่าทุกๆท่านน่าจะรู้ๆกันอยู่แล้ว ส่วนใครจะถูกใจ หรือไม่ถูกใจก็เป็นความชอบส่วนบุคคลไป 
    
    เรื่องที่น่าสนใจมากกว่าหลังจากนี้ จะอยู่ที่นโยบายของรัฐบาลใหม่มากกว่า ว่าจะออกมาตรการอะไรออกมาบ้าง และจะโดนใจประชาชนมากน้อยแค่ไหน โดยเบื้องต้นวันที่ 24-25 กรกฏาคมนี้จะมีการแถลงนโยบาย ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างจริงจัง ซึ่งหลักๆ แล้ว คาดว่านโยบายส่วนหนึ่งจะเป็นการสานต่อจากสมัยที่แล้ว ตามมาด้วยนโยบายที่ได้หาเสียงกัน โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่แน่ๆ ก็คือนโยบายประชานิยม หรือนโยบายประชารัฐ ที่ต้องเข็นออกมาเป็นลำดับแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดบัตรสวัสดิการรัฐ ให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยเพิ่มวงเงินบัตรให้ จากปัจจุบัน 300-500 บาทต่อเดือน  การเพิ่มเบี้ยยังชีพให้คนชรา  การลดภาษีกระตุ้นการใช้จ่าย อย่างช้อปช่วยชาติ และอีกสารพัดมาตรการสวัสดิการอื่นๆ ที่จะทยอยออกมาเป็นล็อตแรก ทั้งอุดหนุนค่าคลอด ค่าดูแลบุตร เพิ่มเบี้ยให้คนพิการ ซึ่งนอกจากเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงแล้ว ยังหวังผลในระยะยาวได้อีกด้วย โดยคาดว่าประชานิยมล็อตแรกที่จะออกมานี้ น่าจะใช้งบประมาณระดับหมื่นล้านขึ้นไป 
    นี่ยังไม่รวมมาตรการประกันราคาสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร ซึ่งเป็นอีกนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลแทบทุกชุดมักจะมีออกมา โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรหลายอย่างตกต่ำ ยิ่งเป็นโอกาสที่รัฐบาลควรรีบออกมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นปาล์ม ยาง อ้อย ข้าว ฯลฯ  

    ขณะที่นโยบายสานต่องานของรัฐบาลชุดก่อน การก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภค หรือเมกะโปรเจ็กต่างๆ เช่นรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รถไฟเชื่อม 3 สนามบินนั้น ก็น่าจะเดินหน้าก่อสร้าง และประมูลได้ต่อเนื่อง ตามที่รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กำชับไว้ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญที่ประเทศจำเป็นต้องเดินหน้าโครงการเหล่านี้ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน ให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังกระเตื้องขึ้น เพราะตอนนี้หลายหน่วยงานทั้งรัฐ และเอกชน ทยอยปรับลดจีดีพีปีนี้กันถ้วนหน้า เพราะฉะนั้นทั้งประชานิยม ทั้งการเดินหน้าเมกะโปรเจ็ก ล้วนแต่มีส่วนสำคัญที่จะช่วยทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ดีขึ้น 
    จะห่วงก็แต่การพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้าเหลือเกิน และคาดว่าน่าจะล่าช้าออกไปไม่น้อยกว่า 3 เดือน ซึ่งนั่นจะกลายเป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศ หากไม่สามารถเบอกจ่ายงบประมาณได้ทัน  เพราะก็รู้กันดีว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ไม่น่าจะดีนัก หากยิ่งเบิกจ่ายงบฯล่าช้า และอยู่ในช่วงที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากปัญหาสงครามการค้า  ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะต่ำกว่าเป้าอย่างที่คาดไว้จริง เพราะการจะใช้แต่งบกลางมาบริหารประเทศ และอัดฉีดอุดหนุนมาตรการนั้นคงเพียงพอแค่ระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะปานกลางถึงยาว รับประกันได้ว่ามีปัญหาแน่นอน 

    ดังนั้น รัฐบาลใหม่นอกจากต้องคำนึงถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านประชานิยมที่ไม่มีวันตายแล้ว ก็ยังต้องเร่งพิจารณางบประมาณปี 63 (ต.ค.62-ก.ย.63) ออกมาให้ไวที่สุด เพราะ...ลำพังประชานิยมอย่างเดียว คงไม่ช่วยอะไร หากรัฐบาลไม่มีเงิน . 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh