บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

TMB-TBANK ไม่คุ้ม..ก็ไม่ควบ

TMB-TBANK ไม่คุ้ม..ก็ไม่ควบ

     เรียบร้อยโรงเรียนไอเอ็นจี และโนวาสโกเทีย สำหรับการควบรวมธนาคารทหารไทย (TMB) กับธนาคารธนชาต (TBANK) หลังจากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีข่าวให้ลุ้น ให้คาดกันแทบทุกวันว่าดีลนี้จะจริงจังแค่ไหน จะล่มหรือไม่ โดยเฉพาะ TMB ที่มีข่าวหาพาร์ทเนอร์ หาพันธมิตรมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนมาลงตัวที่ธนชาต เรียกว่าเป็นบิ๊กดีลเลยก็ได้สำหรับการรวมกันของแบงก์อันดับ 6 และอันดับ 7 ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะทำให้พวกเขากลายเป็นแบงก์อันดับ 6 ด้วยสินทรัพย์สินรวม 1.9 ล้านล้านบาท ฐานลูกค้ารวมกว่า 10 ล้านคน

    โดยสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ บิ๊กบอส TBANK ยืนยันว่าการควบรวมครั้งนี้ ได้การสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 ธนาคาร  และการรวมกิจการกันจะทำให้ธนาคารมีจุดแข็งเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ธนชาตมีจุดแข็งด้านสินเชื่อรถยนต์ ขณะที่ทหารไทยมีจุดแข็งเรื่องระดมเงินฝาก ทำให้มีต้นทุนต่ำลง ซึ่งจากนี้ไป ก็อยู่ในระหว่างดำเนินการ ทั้งการตรวจสอบสถานะการเงิน และเตรียมเจรจากทำสัญญาหลัก รวมถึงการปรับโครงสร้างธนาคาร ตลอดจนการเพิ่มทุน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จภายในปีนี้
     อย่างไรก็ดี การควบรวม 2 แบงก์เข้าด้วยกัน ก็มีประเด็นน่าห่วงในส่วนของเรื่องพนักงาน ที่ทุกฝ่ายมองว่าจะมีการปรับลด หรือปลดพนักงานในส่วนที่ซ้ำซ้อนออกไปหรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าหลังควบรวม ธนาคารทั้ง 2 แห่งจะไม่ลดจำนวนพนักงาน แต่จะปรับเปลี่ยนตำแหน่งการทำงานของพนักงานที่ซ้ำซ้อนกัน และจัดสรรให้มีความเหมาะสมมากขึ้น  โดยปัจจุบันธนชาต มีพนักงาน 12,000 คน  ทหารไทยมีมากกว่า 8,000 คน เช่นเดียวกับในส่วนของสาขา ที่ธนาคารธนชาตมี 512 สาขา และทหารไทยมี 400 สาขา เพราะฉะนั้นเมื่อควบรวมกิจการแล้วจะรวมสาขาที่ซ้ำซ้อนเข้าด้วยกัน และปรับเปลี่ยนสถานที่ตั้ง ขนาด รูปแบบ เพื่อรองรับลูกค้าให้ตรงจุดมากขึ้น ดังนั้นเรื่องปลอดพนักงานจึงไม่ใช่เรื่องน่าห่วง อีกทั้งในแต่ละปี ทั้ง 2 ธนาคารจะมีพนักงานที่ลาออกและเกษียณอายุประมาณ 2,000 คนต่อปีอยู่แล้ว จึงไม่ใชเรื่องน่าเป็นห่วง 

    ส่วนประเด็นผู้ถือหุ้น TMB อย่างกระทรวงการคลังจะใส่เงินเพิ่มทุนหรือไม่นั้น จะมีเงื่อนไขอะไรตามมาอีกหรือเปล่า ก็น่าจะเป็นไปด้วยดี เพราะกระทรวงการคลังก็พร้อมจะใส่เงินเพิ่มทุนให้  และคาดว่าเมื่อการควบรวมกันแล้วผู้ถือหุ้นหลัก ทั้งกระทรวงการคลัง ING และ TCAP จะถือหุ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ระดับเท่ากับ 20% หรือมากกว่า
    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การควบรวมจะลุล่วงและสำเร็จด้วยดีหรือไม่ คงต้องรอลุ้นช่วง 3-4 เดือนจากนี้ เพราะตอนนี้ดีลยังไม่จบ และเผลอๆ อาจไม่เกิดก็ได้ ถ้าศึกษาแล้วมันไม่คุ้ม เพราะจริงๆ แล้ว แหล่งข่าวในวงการแบงก์คนหนึ่ง บอกว่าดีลนี้เริ่มจากทางสโกเทียต้องการทิ้งธนชาต ก็เลยจะขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ และก่อนหน้าที่จะมาตกร่องปล่องชิ้นกับ TMB ก็มีการเจรจากันหลายที่ทั้ง CIMB KTB  แต่ตกลงกันไม่ลงตัว จึงมาลงเอยที่ TMB เนื่องจากผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งเป็นต่างชาติ และเริ่มมาเจรจาจริงจังเข้มข้นขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานี้เอง 

    ดังนั้นอะไรที่ว่าแน่ ก็อาจพลิกได้ หากช่วงการทำดิวดิลิเจนท์ไม่ลงตัว และอย่างที่บอกไว้ตอนแรก คือความคุ้มค่า เพราะดูแล้วควบหรือไม่ควบ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่การรวมกันจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นในอนาคตได้







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh