บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

เศรษฐกิจก็ซบ - กำไรบจ.ก็แย่

เศรษฐกิจก็ซบ - กำไรบจ.ก็แย่

 

                     สัปดาห์ที่แล้ว พูดเรื่องสงครามการค้าไปว่างานนี้สหรัฐ-จีน น่าจะรบการยาวไป เพราะล่าสุดจีนก็ออกมาตอบโต้ขึ้นภาษีสหรัฐฯ ไปเรียบร้อย แล้วคาดว่าเร็วๆ นี้จะมีมาตรการที่ดุเด็ดเผ็ดมันออกมาแก้เผ็ดกันอีก ส่วนสหรัฐฯ ก็จะงัดไม้ตายอีกระลอก ด้วยการกระหน่ำขึ้นภาษีรอบใหม่มูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เรียกว่าช้างชนกัน ตอนนี้หลายประเทศก็เตรียมตัวรับมือความพังที่จะบังเกิดกันได้ 
                     ส่วนประเทศไทยของเรานั้น ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เร่งมือเตรียมรับกันแล้ว โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ทียอมรับเลยว่าสงครามการค้ารอบนี้จะกระทบส่งออกไทยให้ลดลงไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว จึงต้องเตรียมการหารือกับผู้ประกอบการเพื่อไม่ให้กระทบไปยังภาพรวมการส่งออกของประเทศ ที่ปีนี้ก็คาดว่าน่าจะขยายตัวไม่ได้ตามเป้าอยู่แล้ ยิ่งมาเกิดเหตุนี้เข้าไปอีก อาจจะส่งผลกระทบหนักกว่าที่คาดไว้ เพราะกรณีจะส่งผลให้ปริมาณการค้าทั่วโลกหดตัว และนั่นเท่ากับว่าเมื่อส่งออกไม่ได้ตามเป้า เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาส่งออกเป็นหลักย่อมจะย่ำแย่ตามไปด้วย ขนาดล่าสุดแม้แต่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีก็ยอมรับว่าเศรษฐกิจปีนี้ชะลอลงเพราะสาเหตุดังกล่าว เพราะไทยมีสัดส่วนการส่งออกมากถึง 70%  
                      ไม่ต้องคิดอะไรมาก ใกล้ๆตัวนักลงทุนที่เห็นกันชัดเจนตอนนี้ ก็คือผลงานของบริษัทจดทะเบียน หรือ บจ. ในไตรมาสแรกที่กำลังประกาศออกมา ไม่ค่อยสดใสเท่าที่ควร หลายแห่งรับสภาพปรับลดประมาณการรายได้ลงไม่ว่าจะเป็น  บมจ.เถ้าแก่น้อย ( TKN) บมจ.เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) รวมไปถึงยักษ์ใหญ่อาหารทะเล บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เพิ่งที่ประกาศหั่นเป้ายอดขายปีนี้ เรียกว่าสงครามการค้าที่ปะทุขึ้นอีกครั้งนี้เจ็บตัวกันถ้วนหน้า  และคาดว่าหลาย บจ. ที่เน้นพึ่งพาการส่งออก คงจะต้องทบทวนผลงานกันอีกหลายแห่ง นี่แค่ผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ 
                      เมื่อพูดถึงกำไร บจ. ทาง บล. เอเซียพลัส ก็ออกตัวรวดเร็วประกาศจะปรับลดเป้าประมาณการกำไรรวมของ บจ. รวมไปถึงกำไรต่อหุ้น หรือ EPS โดยระบุว่า ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้น่าจะเห็นกำไรสุทธิของ บจ. อยู่ที่ราว 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งประเมินว่าหลังสงครามการค้าสหรัฐ-จีน กลับมาปะทุอีกครั้ง ไม่เพียงแต่จะสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกรวมถึงไทย แต่มีโอกาสกระทบต่อความสามารถการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่เหลือของปีนี้  ดังนั้นภาพรวมกำไรสุทธิตลาดฯ ปี62 จึงอาจจะถูกปรับลดลงราว 1.5 หมื่นล้านบาท เหลือ 1.04 ล้านล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) 105.07บาท (จากเดิม 106.58 บาท) เติบโต 7.4% YoY 
                      และล่าสุดกำไร บจ. หลายต่อหลายตัว โดยเฉพาะบรรดาบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งก็ไม่ดีอย่างที่คาดไว้ ทั้ง PTT THAI ที่กำไรต่างลดลง เรียกว่าแค่ไตรมาสแรก กำไรก็ไม่ค่อยสดใสแล้ว ยิ่งมองจากผลกระทบรอบด้านตอนนี้ที่มีปัจจัยสงครามการค้ามากดดัน อาจจะยิ่งทำให้บจ. หลายแห่งได้รับผลกระทบมากขึ้นตามไปด้วย แม้ไม่กระทบโดยตรง ก็อาจจะกระทบทางอ้อม มองแล้วปีนี้เป็นอีกปีที่บจ. รวมไปถึงภาพรวม  SET Index และการลงทุนในบ้านเราอาจจะประสบกับความยากลำบากกันอีกปี   และเชื่อว่าเร็วๆ นี้ น่าจะมีอีกหลายสำนักออกมาหั่นเป้าทั้งกำไร บจ. และ SET Index กันอีก
                     บล.กสิกรไทย ก็เป็นอีกหนึ่งโบรกเกอร์ ที่ระบุชัดเจนว่า สงครามการค้าจะเป็นปัจจัยลบกดดัชนีตลาดหุ้นไทยลงสู่ 1,500 จุด แถมยังมองว่าปัญหาสงครามการค้า ที่ยืดเยื้อจะกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างน้อยอีก 2 ปี  เพราะนี่คือปรากฎการณ์ของการไม่ยอมกันระหว่างขั้วมหาอำนาจเก่ากับมหาอำนาจใหม่ และมีแนวโน้มด้วยว่าจะประกาศนโยบายกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  และผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยประเมิน Down Side ต่ำสุดที่ 1,500 จุด โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3/62 ซึ่งเป็นช่วงที่จีนจะใช้นโยบายตอบโต้กลับสหรัฐฯ หลังประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเป็น 25% จากเดิม 10%
                     มองมุมไหนก็ไม่มีทางจบสวยในระยะเวลาอันใกล้แน่นอน  ทั้งที่ก่อนหน้าดูเหมือนว่าเรื่องดังกล่าวจะคลี่คลาย และมีทางออกที่ดีขึ้น แต่ไปๆมาๆ กลับโอละพ่อ หนำซ้ำหนักขึ้นอีกด้วย และยิ่งล่าสุดทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ ม.หอการค้าไทย ออกมาหั่นเป้าส่งออกปีนี้แบบน่าใจหายว่าจะโตแค่ 0.5% จากเดิมที่คาดจะโตประมาณ 4% ยิ่งมองแทบไม่เห็นทางสว่างเลย ..... ลุ้นแค่ผ่านครึ่งปีแรกนี้ไปให้ได้แบบไม่บาดเจ็บหนัก ทั้งเศรษฐกิจไทย และ บจ. ก็ถือว่าบุญหนักหนาแล้ว 
 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh