บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

จีดีพีไทยไม่เว้นกำไรบจ. ติดโควิดถ้วนหน้า

จีดีพีไทยไม่เว้นกำไรบจ. ติดโควิดถ้วนหน้า

โหดสุดไม่มีใครเกินก็ต้องเป็นแบงก์ชาติ หลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ประกาศหั่นเป้าจีดีพีปีนี้ติดลบถึง 5.3% ต่ำสุดๆ ในรอบกว่า 20 ปีกันเลยทีเดียว เพราะจีดีพีบ้านเราเคยต่ำที่สุดก็ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่ตอนนั้นเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพีเคย -7.6%  ในขณะที่หลายหน่วยงานปรับลดจีดีพีติดลบเต็มที่ไม่ถึง 3% ด้วยซ้ำ แต่แบงก์ชาติกลับเล่นใหญ่ แบบไม่เกรงใจรัฐบาลกันเลยทีเดียว  
 

สาเหตุหลักก็หนีไม่พ้น สถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่กระทบไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย เพราะการระบาดส่งต่อโดยตรงต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหดตัวราวถึง 60% ในปีนี้  ขณะที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าทั่วโลกก็ชะลอตัวแรง หรืออาจถึงขั้นหดตัว เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ออกมาแม้จะค่อนข้างน่าตกใจก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ที่เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบเต็มๆ น่าจะติดลบค่อนช้างสูง แม้แต่จีน หรือสหรัฐฯ ก็คาดการณ์กันว่าจีดีพีในช่วงดังกล่าวจะติดลบมโหฬารเป็นตัวเลข 2 หลัก 
 

ทำไมแบงก์ชาติถึงหั่นตัวเลขจีดีพีเยอะขนาดนั้น ก็ไม่น่าสงสัยเพราะเมื่อพิจารณาสภาวะการณ์ตอนนี้ บอกได้เลยว่าหนักหน่วงจริงๆ เพราะประเทศไทยเราพึ่งพารายได้จากการส่งออก การท่องเที่ยวเป็นหลัก เมื่อโควิดกระทบการค้า การท่องเที่ยวไปทั่วโลกแบบนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศจึงหนักหน่วงมากๆ  และคาดว่ากว่าสถานการณ์จะคลี่คลายก็อาจจะล่วงเลยครึ่งปีแรกไปแล้ว และแทบไม่ต้องคาดเดาเลยว่า ถ้าจีดีพีหดตัวติดกัน 2 ไตรมาส หรือบอกว่าถดถอยแล้วนั้น การฟื้นตัวของจีดีพีจึงแทบไม่มีทางมองเห็นกันเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าเราไม่โลกสวย มองโลกตามความจริง ตัวเลขที่แบงก์ชาติคาดไว้ก็ไม่ผิด ต้องบอกว่าถ้าเทียบช่วงวิกฤตปี40 ปีนี้ยังดูดีกว่าด้วยซ้ำ
 

และที่โคม่าไม่ต่างจากเศรษฐกิจ ก็คือ กำไรบริษัทจดทะเบียนหรือ บจ. ที่ขาประจำ บล.เอเซียพลัส ซึ่งหากจำไม่ผิดน่าออกมาหั่นกำไรเป็นรอบที่ 4 เข้าให้แล้ว จากก่อนหน้าที่ประเมิน EPS หรือกำไรต่อหุ้นไว้ที่ประมาณ 90 บาท ก็ลดลงมาเรื่อยที่ 79.62 บาท 73.75 บาท และล่าสุด 72.62 บาท/หุ้น หรือลดลง 24.1% โดยคิดเป็นกำไรรวม 7.93 แสนล้านบาท ลดลงไป 6.07 หมื่นล้านบาท หรือ 21.6% เรียกว่าหั่นแล้วหั่นอีก แถมหากสถานการณ์โควิดยังระบาดต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดพัก ก็มีแนวโน้มที่จะหั่นเป็นรอบที่ 5 
 

อย่างไรก็ดี เอเซียพลัสไม่ได้มองลบซะทีเดียว เพราะปีนี้ยังประเมินเป้าหมายดัชนีปีนี้ ไว้ที่ 1,264 จุด  (มี Upside เมื่อเทียบกับดัชนีปัจจุบัน 17%) โดยมีการคำนวณเป้าหมายอิงจาก Market Earning Yield Gap แบบอนุรักษ์นิยมที่ 5% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 4.055%) และ Bond Yield 1 ปีเ ท่ากับดอกเบี้ยนโยบาย ณ ปัจจุบัน ที่ 0.75% จะได้ PER63F ที่เหมาะสม 17.4เท่า (ถือว่าสูงเลยทีเดียว)  ส่วนจะไปได้ตามเป้าที่ ASP คาดไว้ก็คงต้องลุ้นกันเป็นวันๆ

 
เพราะดูจากตอนนี้ SET Index ถือว่ากำลังไปได้ดี แม้ว่าการระบาดของโควิดยังไม่คลี่คลาย ขณะที่ข่าวเรื่องจีดีพีปีนี้อาจติดลบ 5.3% ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างที่กลัวกันเท่าไหร่  ทั้งที่ฝรั่งขายมันทุกวัน แต่ยังได้แรงซื้อจากกองทุน กับรายย่อย ที่กำลังยังดีอยู่ช่วยไว้ได้เยอะ เพียงแต่คงต้องระวังกันไว้บ้างเพราะไม่รู้ว่าจะกองทุนจะกำลังตกเมื่อไหร่ ลงทุน ลงแรงอะไรไว้ก็อาจจะต้องระมัดระวังกันบ้าง 

 

ไม่ว่าจะดูมุมไหน สถานการณ์การระบาดไม่น่าจะดีขึ้นใน  2-3 เดือนนี้แน่ๆ ขนาดยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ตอนนี้ยังเอาตัวไม่รอด และที่กำลังเขียนอยู่นี้ ล่าสุดตัวเลขคนติดเชื้อเมืองลุงแซมขึ้นอันดับ 1 แซงหน้าจีนไปเรียบร้อย แม้จะข่าวดีเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินมหาศาลบ้าง แต่อย่าลืมว่าหากตัวเลข ยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งคนติด คนตาย งานนี้ถ้าพี่ใหญ่อย่างอเมริกาซวนเซไปอีกราย เพราะยุโรปตอนนี้ก็ตรีฑูตไปแล้ว ส่วนจีนแม้จะสถานการณ์ดีขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูประเทศอีกมาก แบบนี้เศรษฐกิจโลกคงไม่ฟื้นกลับมาง่ายๆ แล้วพี่ไทยตัวเล็กจ้อย จะไปเหลืออะไร

* ร้ายจริงๆ โควิด*** 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh