efinancethai

บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

[email protected]

"LTF" ... รีเทิร์น!

ช่วงสัปดาห์นี้ ดูเหมือนประเด็นการนำ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กลับมาฟื้นตลาดหุ้นไทย จะร้อนแรงไม่น้อยเลย หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือ ขุนคลัง คนใหม่ พิชัย ชุณหวชิร บอกชัดเจนว่า มีแผนจะนำ LTF กลับมา เนื่องจากมั่นใจว่า LTF จะช่วยทำให้ตลาดหุ้นคึกคักอีกครั้ง


                        
หลังจากนั้น ก็ได้รับการตอบรับจากคนในวงการตลาดทุนอย่างท่วมท้น เพราะจากสถิติกองทุน LTF จะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยประมาณ 4- 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ช่วยหนุนให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น 


                        
ขณะที่ย้อนกลับมาดูภาวะตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถีงปีนี้  SET Index ของเราก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เสียที เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศหลายแห่ง ที่นิวไฮกันเป็นว่าเล่น และล่าสุด จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์  รมช.คลัง ก็รับลูกด้วยการให้กรมสรรพากร ศึกษาแผนฟื้น LTF กลับมาอีกครั้ง เพื่อหวังจะนำมาเป็นเครื่องมือฟื้นตลาดหุ้นที่ค่อนข้างซบเซาในขณะนี้ 


                       
 ยอมรับว่าหลังจากมีการประกาศเรื่องยกเลิกกองทุน LTF ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่สามารถจะซื้อ LTF เพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้นั้น ตลาดหุ้นก็ขาดแรงจูงใจส่วนหนึ่งในการลงทุน แม้รัฐบาลจะมีกองทุนอื่นมาทดแทนบ้างแต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยเม็ดเงินจากการลงทุนของกองทุน LTF ได้แต่อย่างใด


                        
เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลก ที่การนำกลับมาอีกครั้ง จะได้รับการตอบรับอย่างดี อย่าง กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ที่ก็เตรียมเข้าหารือกับทีมกระทรวงการคลังในเรื่องนี้  เช่นเดียวกับ ชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ก็มองว่าการสนับสนุนให้ LTF กลับมา เป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดทุน แต่ก็ต้องมาคุยแนวทางเงื่อนไข กลยุทธ์กันก่อน เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนให้มากที่สุด

 
                          
โดย เอเซีย พลัส ระบุว่า หากมีการนำ LTF กลับมาในรอบนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาหนุนตลาดหุ้นไทยราว 6 – 7 หมื่นล้านบาท/ปี โดยอ้างอิงจากสถิติในอดีตที่จะมีเม็ดเงิน LTF ใหม่ไหลเข้าหุ้นไทยราว 6 –7 หมื่นล้านบาท/ปี และยังมองว่าข้อดีอีกอย่างสำหรับการนำ LTF กลับมา คือ จะช่วยจำกัดแรงขายของตลาดหุ้นไทยให้ลดลงได้ สะท้อนจากหลังหมด LTF และ SSFX มาซักระยะ นักลงทุนสถาบันฯก็เริ่มขายสุทธิหุ้นไทยออกมาต่อเนื่อง 


                           
ตั้งแต่ ม.ค.64 – เม.ย.67 นักลงทุนสถาบันเป็นผู้ขายสุทธิหุ้นไทยมากสุดถึง 1.5 แสนล้านบาท สูงกว่านักลงทุนต่างประเทศ (Fund Flow) ที่ช่วงดังกล่าวขายสุทธิหุ้นไทย 1.03 แสนล้านบาท


                          
ขณะเดียวกัน หากมีการหักล้าง Redeem ใน LTF เก่า พอ LTF หมดลงก็ไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาหนุนตลาดหุ้น มีแต่เม็ดเงินที่ทยอยถอนออก (Redeem) โดยก่อน LTF หมดสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี (ปลายปี 2562) ตอนนั้นมีเม็ดเงิน LTF คงค้างในระบบสูงถึง 4.06 แสนล้านบาท ค่อย ๆ ถอนออกจากตลาดหุ้นไทยกว่า 1.59 แสนล้านบาท ซึ่งกดดันตลาดหุ้น


                           
และล่าสุด เม.ย. 67 เหลือมูลค่าคงค้าง LTF อยู่ 2.47 แสนล้านบาท หากไม่มีเม็ดเงิน LTF ใหม่เข้ามาช่วยพยุง ตลาดหุ้นไทยก็จะถูกกดดันจากแรงขายในยอดเงินคงค้างต่อไปอีก 


                          
นอกจากนี้ เอเซียพลัส ยังมองว่าการนำ LTF กลับมา ยังช่วยลดผลกระทบจากการ Short Sell หรือแรงกระทบจากปัจจัยภายนอก ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนในช่วงระยะสั้น กลับกันหากมีเม็ดเงิน LTF เข้ามา จะช่วยพยุงในยามตลาดหุ้นผันผวนระยะสั้นได้ เพราะผู้ลงทุน LTF จะหาจังหวะสะสมในช่วงที่ตลาดย่อตัวลงมา


                       
 ดังนั้นมองสถิติแบบนี้แล้ว ข้อดีของการเอา LTF กลับมา น่าจะดีต่อตลาดหุ้นค่อนข้างชัดเจน ซึ่งนักลงทุนก็คงมองเป็นความหวังที่จะกลับมาทำให้หุ้นไทย ลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง แถมยังน่าจะทำให้นักลงทุนบางส่วนที่ออกไปจากแล้วหลังจากหมด LTF น่าจะนำเงินม่าลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกอง LTF อีกครั้ง







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh