บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

"ช้อปดีมีคืน" ... จี้ถูกจุด กระตุ้นโดนใจ

ในที่สุดรัฐบาลก็อดรนทนไม่ได้ต้องงัดมาตรการเก่าในชื่อใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการบริโภคตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ด้วยโครงการ “ช้อปดีมีคืน” หรือช้อปช่วยชาติ ที่รัฐบาลลุงตู่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยใช้ตั้งแต่ปี 58 และใช้เรื่อยมาจนถึงปี 61 ที่เวลานั้นให้ประชาชน สามารถนำเงินที่จับจ่ายใช้สอยไปลดหย่อนภาษีสูงสุดได้ไม่เกิน 15,000 บาท

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ใช้มาตรการดังกล่าว ก็ช่วยให้เม็ดเงินสะพัดต่อเนื่อง จาก 17,000 ล้านบาท ในปี 59 มาเป็น 22,000 ล้านบาทในปี 60 ส่วนปี 61 ที่มาจำกัดการใช้จ่ายเฉพาะสินค้า เลยทำให้วงเงินการใชจ่ายลดเหลือ 12,000 ล้านบาท


แต่สำหรับปี 63 ที่เราก็รู้กันดีว่า เศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสสากรรจ์มากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี จึงจำเป็นที่รัฐบาลต้องอัดยาแรงอย่างต่อเนื่อง หลังจากปูพรมออกมาหลายมาตรการก่อนหน้านี้ 

ทั้งโครงการเราเที่ยวด้วยกัน มาตรการกำลังใจ มาตรการคนละครึ่ง มาตรการเติมเงินสวัสดิการ จนมาถึง ช้อปดีมีคืน ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหมัดเด็ดท้ายปี เพื่อกระตุ้นการบริโภค และสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี ส่งเสริมการผลิตสินค้าท้องถิ่นและส่งเสริมการอ่าน 

โดยจะเป็นมาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายของผู้เสียภาษี และมีเป้าหมายที่ผู้มีรายได้ระดับปานกลางและรายได้ปานกลางระดับสูง เพื่อ ซื้อสินค้าและได้สิทธิลดหย่อนภาษี  โดย นำค่าใช้จ่ายที่ร่วมโครงการนั้นไปลดหย่อนภาษี ได้สูงสุดถึง 30,000 บาทต่อราย ในปีภาษี 63 (ที่ต้องยื่นในปี 64) โดยหวังว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 1.2 แสนล้านบาท  ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาดโครงการนี้จะเริ่มได้ในวันที่  23 ต.ค. - 31 ธ.ค.63


ต้องบอกว่าการงัดโครงการช้อปดีมีคืน น่าจะเป็นมาตรการตอบโจทย์ โดนใจ ประชาชน หรือกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าหลายๆ โครงการก่อนหน้านี้ เพราะการนำเงินที่ได้จากการจับจ่ายใช้สอยแถมปีนี้ยังเปิดกว้างให้ซื้อสินค้าเหมือนตอนช้อปช่วยชาติ ยกเว้นสินค้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  ยาสูบ สลากกิน แบ่งรัฐบาล น้ำมัน  ค่าที่พัก และตั๋วเครื่องบิน อย่างน้อยซื้อของใช้ ของที่จำเป็นต้องกิน ต้องใช้ แล้วนำมาลดหย่อนภาษี ก็เป็นอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน


ขณะที่ จำนวนวงเงินลดหย่อนที่ 30,000 บาทต่อราย เป็นจำนวนที่เหมาะสม และสามารถจูงใจประชาชนชนได้ โดยถ้าประชาชนได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20% ก็จะใช้จ่ายได้เท่ากับจำนวนที่มีสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีของตัวเอง

เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลเคาะมาตรการนี้ จึงน่าจะช่วยกระตุ้นจีดีพีที่ปีนี้คาดว่าอาจติดลบ 8-10% ให้ลดลงได้บ้าง อีกทั้งเมื่อรวมกับมาตรการทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยว ก็น่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายของปีนี้ ให้ดีขึ้นและหดตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้.


โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีมุมมองว่า ช้อปดีมีคืนน่าจะช่วยให้เกิดการระบายสินค้าคงคลังที่มีอยู่สูง ผลักดันยอดขายและเพื่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการได้ดีขึ้น และเชื่อว่าการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดี ส่งผลให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น โดยในภาพรวมภาคค้าปลีกน่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้มากที่สุด อีกทั้งยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นยังน่าจะส่งผลดีต่อภาคธนาคาร เนื่องจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะขยายตัวมากขึ้น

รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินจากรัฐฐาลโดยตรง ดังเช่นมาตรการแจกเงินผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกันที่ผ่านมา ส่งผลให้ไม่กระทบสถานะทางการคลังในปัจจุบันเท่าใด ขณะที่ภาระภาษีจากมาตรการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในปีหน้า หลังจากที่มีการยื่นภาษีไปแล้ว ซึ่งท่ามกลางหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้ 60% ต่อจีดีพีในปัจจุบัน รัฐบาลคงต้องพิจารณาออกมาตรการต่างๆ อย่างระมัดระวัง เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดและกระทบต่อวินัยทางการคลังน้อยที่สุด

 ต้องบอกปีนี้ เป็นปีที่ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป หรือจะบอกว่าทุกภาคส่วนก็คงไม่ผิด ต้องอดทน อดกลั้น และช่วยกันประคับประคองให้เศรษฐกิจขณะนี้ ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายไปให้ได้ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่า ช้อปดีมีคืน น่าจะจี้ได้ถูกจุด และกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดนใจมากกว่า หลายๆ มาตรการก่อนหน้านี้

 

 เอาเงินไปเที่ยว กระตุ้นท่องเที่ยว ช่วยผู้ประกอบการก็ส่วนหนึ่ง แต่เที่ยวบ่อยเงินในกระเป๋าก็ไม่มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเอามาซื้อของ แล้วมาขอคืนภาษี มากน้อยก็แล้วแต่กำลัง และฐานภาษีของแต่ละคน แต่สำหรับประชาชน มนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลางทั่วไป ก็น่าจะแฮปปี้ในระดับหนึ่งแล้ว







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh