บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

No Fat โนไขมันทรานส์

No Fat โนไขมันทรานส์

                     "ไขมัน ทรานส์"  ก่อนหน้านี้เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะยังไมค่อยรู้จักดีพอว่าคืออะไร แต่หลังจากกระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศอย่างเป็นทางการให้ไขมันทรานส์ หรือ Trans Fat Acid เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ใน 180 วันนับจากวันที่ 11 ก.ค. 2561 หรือง่ายๆ คือภานใน 6 เดือนข้างหน้าจากนี้ ไขมันทรานส์ตัวนี้จะถูกห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายในประเทศไทยอีกต่อไป 

                      จากนี้ต้องกลับไปย้อนดูว่าจริงๆ แล้ว เจ้าไขมันตัวนี้มันร้ายแรงขนาดต้องประกาศห้ามกันเลยหรืออย่างไร  และที่สำคัญกว่านั้นคือในชีวิตของคนปัจจุบันที่เรามักจะเน้นหาอาหารนอกบ้านทานกัน ฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ที่ประโคมเปิดกัน และบริโภคกันแทบจะทุกวัน หนีไม่พ้นที่ต้องมีส่วนประกอบของไขมันประเภทนี้อยู่ด้วย เพราะฉนั้นเมื่อกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า กรดไขมันทรานส์จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน นั้นเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเป็นอันตรายร้ายแรงจนหลายๆ ประเทศในโลกนี้เขาเลิกใข้กันไปนานแล้ว เลยต้องร้องอ๋ออออ ว่ามันเป็นแบบนี้นี่เอง 
                      ทั้งนี้กรดไขมันทรานส์ มักพบได้ในอาหารและขนม เช่น เบเกอรี่ หรือ โดนัท ที่ใช้เนยขาว เนยเทียม ครีมเทียม หรือมาการีน เป็นส่วนผสม และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเพิ่มระดับไขมันเลว (LDL) และลดไขมันดี (HDL) ในเส้นเลือด ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวานอีกด้วย เรียกได้ว่าในชีวิตเราตั้งแต่เกิดจนโต ก็มักจะอยู่กับของกินเหล่านี้มาดยตลอด ยิ่งถ้าชอบมากเป็นพิเศษ ยิ่งแล้วไปกันใหญ่ เพราะทันทีที่ประกาศออกมา บรรดาผู้ผลิตและจำหน่าย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลผลิตดังกล่าว ต่างก็ออกมายืนยันว่าไม่ส่วนผสมของไขมันดังกล่าว เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับสินค้าของตัวเอง 
                     ถามว่าการบริโภคอาหาร ในปัจจุบันของเรานั้น แทบจะเกินครึ่งที่เราต้องกินต้องบริโภคไขมัน ทรานส์ เข้าไป จะมากจะน้อยก็แล้วแต่คน เพราะฉะนั้นสุขภาพของคนไทย ในช่วงที่ผ่านมาเราถึงพบคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคไขมันอุดตัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการบริโภคส่วนผสมที่มองไม่เห็นตัวนี้ หรือบางคนรู้ แต่อาจไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะยังไม่ตระหนักว่าอันตราย ทั้งที่ความจริงแล้วมีการเริ่มศึกษาแนวทางในการเลิกใช้ไขมันทรานส์มาตั้งแต่ปี 2007 หรือกว่า 10 ปีมาแล้ว ในขณะที่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก ประกาศแผนเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกห้ามการใช้ไขมันทรานส์ ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงต่ออัตราการเสียชีวิตก่อนวัยแล้วหลายล้านราย ซึ่งองค์การอนามัยโลกเคยเรียกไขมันทรานส์ ว่าเป็นสิ่ง "มีพิษ" และเชื่อว่าหากสามารถกำจัดไขมันทรานส์ให้หมดไปจากอุตสาหกรรมอาหารโลกภายในปี 2023 อาจช่วยรักษาชีวิตของประชากรโลกได้กว่า 10 ล้านคน 
                     ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เป็นเรื่องใหญ่เสียด้วย แถมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการแก้ไข ชี้แจง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนส่วนมาก เพราะแค่ประกาศออกมาก็สะเทือนถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ จนต้องออกแถลงข่าวยืนยันว่าไม่มีส่วนผสมดังกล่าวในอาหาร ขณะที่ฟาสต์ฟู้ดค่ายใหญ่ๆ ก็ย้ำว่าไม่มีไขมันทรานส์ เช่นกัน และยกเลิกใช้ไปนานแล้ว หลังจากกระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่าจะออกประกาศดังกล่าว ซึ่งแสดงถึงความตื่นตัวในเรื่องความปลอดภัย
                    อย่างไรก็ดี ในกรณีของไขมัน ทรานส์ นั้นผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากมายนัก เพราะสามารถปรับตัวได้ทัน แต่สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กต่างหากที่น่าเป็นห่วงว่าจะปรับตัว และเตรียมการณ์อย่างไรก่อนประกาศจะมีผลบังคับใช้จริงจัง ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงพาณิชย์จะเรียกบรรดาผู้ประกอบการอาหารรายเล็ก และเอสเอ็มอีต่างๆ มาหารือและเตรียมการณ์ว่าจะช่วยเหลือ และมีมาตรการรับมืออย่างไรบ้าง ส่วนผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ นั้น เชื่อว่าจากนี้ไปก็คงได้เริ่มตื่นตัวในการบริโภคอาหารมากขึ้น
                   
                      เพราะอย่าลืมว่าไขมันทรานส์ ไม่ใช่ไขมันเพียงชนิดเดียวในอาหาร ยังมีไขมันอิ่มตัวที่มาจากพวกของทอด หรือพวกกรดไขมันอิ่มตัวอยู่ เพียงแต่อาจจะดีกว่าตรงที่ไม่ได้ไปลดไขมันที่ดีในเส้นเลือด แต่ก็จะเพิ่มทั้งไขมันที่ดีและไม่ดี ซึ่งการกินมากเกินไป ก็จะทำเกิดความเสี่ยงเหมือนกันเช่นกัน 
                      ฉะนั้นรักษาสุขภาพด้วยการทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ไม่ใช่ว่าไม่มีไขมันทรานส์ แล้วจะปลอดภัยเสมอไป 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh